ประวัติอาจารย์ คุณแม่ เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ

คลิกเพื่อดูภาพเต็ม

ผู้เขียน

เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ

บิดาและมารดา

คุณพ่อกมล สุทธจิต
คุณแม่บัวผัน ชัยชนะ

วันเกิด

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2488

การศึกษา

จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนปรินสรอแยล
จบชั้นอนุปริญญาพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียนต่อเพิ่มเติมหลายแขนงที่สหรัฐอเมริกา

ประวัติการทำงาน

ทำงานหลายโรงพยาบาล หลายแผนก ตั้งแต่แผนก
เด็กแรกเกิด จนถึงแผนกผู้ป่วยก่อนตาย ปัจจุบันทำงานที่
สำนักงานบริษัท Trius Medical Inc. Hinsdale, Illinois
60521 USA. เป็นเวลา 6 ปี ( Tel/Fex : 630.920.8428 )

ชีวิตสมรส

แต่งงานกับนายแพทย์บุญมี จันทร์ประภาพ เชี่ยวชาญ
ทางด้านศัลยกรรม ด้านกระดูกและข้อมือ ปัจจุบันทำงานที่
University of Illinois Hospital Chicago, Illinoie

มีบุตร 2 คน

1. นายเบญจ จันทร์ประภาพ กำลังศึกษาทางด้านคอมพิวเตอร์
2. นายกบิล จันทร์ประภาพ กำลังศึกษาทางด้านทันตแพทย์

 

ในขณะที่ดิฉันมีอายุ 25 ปี ได้เดินทางไปทำงานและศึกษาต่อด้วยทุนตัวเองที่ Roosvelt Memorial Institute รวมเป็นเวลา 3 ปี ทำงานที่ University of Illinoie Hospital เป็นเวลา 2 ปี ทำงานที่ Veteran Administration Hospital เป็นเวลา 2 ปี ทำงานที่ Trius Medical Inc. เป็นเวลา 6 ปี ในตำแหน่ง Restrovative Nurse Consultant

คลิกเพื่อดูภาพเต็ม            ระหว่างที่ทำงาน ก็ส่งเงินดอลลาร์มาตอบแทนพระคุณคุณพ่อและคุณแม่ เขียนจดหมายเป็นธรรมะให้ท่านอ่าน แต่ก็ยังมีความรู้สึกว่ายังไม่ใช่ลูกที่ดีจริง ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณท่านอย่างเต็มความสามารถ เพราะกิเลสมากมาย ยังเห็นความสุขส่วนตัวมากกว่าความสุขของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้า คุณพ่อกมล และคุณแม่บัวผัน ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ดิฉันก็ไม่ได้มาพยาบาลดูแลท่านก่อนตาย ความรู้สึกผิดอันนี้ทำให้ดิฉันมุ่งมั่นปฏิบัติ เพื่อยกระดับจิตใจให้เป็นพระอริยเจ้าให้ได้ เพื่อบุญกุศลจากการเป็นพระอริยบุคคล จะทำให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว จะได้รับอานิสงส์ เหมือนกับที่ลูกชายได้บวชเป็นพระสงฆ์ ดิฉันจึงตั้งใจบวชทางจิต ทำให้จิตสะอาด แจ่มใส เพื่อที่จะให้คุณพ่อคุณแม่ ท่านจะได้เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไป

          จะขอเล่าเรื่องชีวิตที่ดิฉันได้ผจญภัยในอเมริกา ในช่วง 1- 2 ปีแรก เริ่มทั้งทำงาน และเรียนจนสอบเอา Nursing License Stateboard แถมอยู่ Buffalo New York ก็ต่อสู้กับความหนาว พายุหิมะ ร้อนจริง ๆ มีไม่ถึงเดือน นอกนั้นหนาวตลอดปี

          ดิฉันโชคดีเจอเพื่อนรักชาวอเมริกันชื่อ Marion คนไทยมีน้อย เป็นหมอไทยส่วนมาก ดิฉันจึงมี Marion เที่ยวสนุกตามประสาสาวโสด เที่ยวตามสวนสาธารณะ น้ำตก Niangara ส่วนมากก็ทำงานด้วยกัน คุยกับ Marion เส้นตื้นจริง ๆ ดิฉันก็เป็นตัวตลกให้ Marion หัวเราะทุกวัน หลังจากนั้น ดิฉันย้ายมาทำงานที่ University of Illinois ที่ Chicago นางสาว Marion ก็ติดตามย้ายมาทำงานที่เดียวกับดิฉัน เช่า Apartment อยู่ด้วยกัน จนกระทั่งต่างก็แยกย้ายแต่งงานไป ภายหลัง Marion เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ดิฉันก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ Marion ได้มาตอบขอบคุณดิฉันว่า ของที่ส่งไปให้เขานั้น เขาได้รับแล้ว เป็นสุขยิ่งก่อนตายดิฉันให้ Marion ภาวนาพุทโธ เพื่อบรรเทาทุกขเวทนาจากความเจ็บปวด Marion บอกว่าสบายขึ้นเยอะเพราะภาวนา แม้เขาจะเคร่งทางแคทอลิกเขาก็ภาวนา คงเพื่อเอาใจดิฉันและอยากหายจากความเจ็บปวดด้วยกระมัง

            ขณะที่ดิฉันอายุ 48-49 ปี ดิฉันเจอมรสุมชีวิตอย่างหนัก คือล้มป่วยจวนเจียนจะต้องถูกเผาเสียแล้ว ก็เป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งที่ได้อ่านหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ก่อนป่วย

ดิฉันมีทุกข์ทางกาย เจ็บปวดรวดร้าวด้วยโรคหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ลิ้นหัวใจรั่ว เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เวียนศีรษะ ปวดปลายมือ ปลายเท้า ไม่มีเรี่ยวแรง หัวใจสั่นคลอน นอนป่วยอยู่เป็นเวลา 3 เดือน เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาล แพทย์เชี่ยวชาญทางหัวใจก็ปวดหัว ไม่รู้จะรักษาอย่างไร ดิฉันตัดสินใจขอลาแพทย์หัวใจไปตายที่บ้าน สงสารสามี และลูกน้อยทั้งสอง ซึ่งตอนนั้นมีอายุ 10 ปีและ 8 ปี ต้องมาเป็นภาระดูแล ดิฉันมีกระดิ่งข้างเตียงเอาไว้สั่นเรียกลูกและสามีเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

            ด้วยความกลัวว่าตายแล้วจะไปจมอยู่ในนรก เพราะรู้ตัวว่าตัวเรานี้ยังมีความชั่ว คือ ความโกรธ ความโลภ และความหลงอยู่มาก ดูอาการตัวเองแล้วไม่มีทางหาย มีแต่ใกล้ตายเข้าทุกที กินยาควบคุมหัวใจ 2- 3 อย่างก็ไม่ดีขึ้น

 ดิฉันตัดสินใจทิ้งยาทุกชนิดลงถังขยะโดยไม่บอกสามี ขอลาตายด้วยการจับภาพพุทธนิมิตไว้บนเพดานห้อง กำหนดลมหายใจเข้าออก นึกถึงพุทโธ นะโมพุทธายะ ซึ่งเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ คือ

            1. พระพุทธเจ้ากกุสันโธ
            2. พระพุทธเจ้าโกนาคม
            3. พระพุทธเจ้ากัสสป
            4. พระพุทธเจ้าสมณโคดม
            5. พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัย

            พระคาถา นะโมพุทธายะ นี้ได้มาจากหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ท่านบอกว่า ท่านลุงคือท่านพระยายมราช มาบอกให้หลวงพ่อภาวนา เพื่อบรรเทาทุกขเวทนาทางกาย ดิฉันก็ภาวนาบ้าง ได้ผลดีเลิศ คือไม่ต้องกินยาแก้ปวด หรือ ยานอนหลับ จิตใจสบาย หลับได้ แต่อาการของโรคคือใจสั่นคลอน สั่นสะท้านไปทั่วร่าง เพราะแรงสั่นคลอนของหัวใจ ความทรมานกายมีอยู่ แต่ใจเป็นสุขสบายเพราะภาวนานึกถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ นอนป่วยกับเตียง ลุกไม่ไหวจนเป็นแผลกดทับตามแขนขา ก้นกบ 3 เดือน
 วันที่ดิฉันรู้ตัวว่าจะหมดธาตุไฟ คือแบตเตอรี่หัวใจจะหยุดเต้นใกล้เข้ามาเต็มที่ ปลายมือ ปลายเท้าชา สมองมึนงง นึกอะไรไม่ออก ประสาทเริ่มไม่ทำงาน แต่จิตยังรู้ตัวดี

            ขณะที่อยู่โรงพยาบาล ดิฉันกลัวอย่างยิ่งคือ CPR (Cardio-Pulmonory Resucitation) Resuctition โดยใช้เครื่อง External Defibrilator-ใช้ไฟฟ้า Charge battery เข้าหัวใจให้เต้นต่อไป

 ดิฉันรีบใช้จิตพิจารณาทรัพย์สมบัติทั้งหมด รวมทั้งสามีและลูกชายเบญจและกบิล ไม่มีในเรา ตัวเราก็ไม่ใช่ของเราที่จะควบคุมมันได้ ร่างกายจะตายเป็นเรื่องของมัน จิตไม่ตายตาม จิตเราจะติดตามไปอยู่กับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพาน ดิฉันก็คิดตัดสินใจตามที่ได้อ่านหนังสือที่หลวงพ่อท่านสอนก่อนจะตาย.........
 ให้คิดตัดสินใจไม่อาลัยอาวรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แม้ร่างกายเราก็เอาไปไม่ได้ จะไปห่วงใยใครอะไรอีกเล่า คิดดังนี้แล้วก็จับลมหายใจภาวนา ไม่สนใจอาการ ทุกขเวทนาของร่างกายอีกต่อไป จะตายก็เชิญ........
 ภาวนาพุทโธนะโมพุทธายะ จิตจับพระพุทธเจ้า จิตจับพระนิพพาน เพียงไม่กี่นาทีจิตก็แยกจากกาย คือไม่รู้สึกทางกายใด ๆ ทั้งสิ้น จิตเป็นสุข สงบนิ่ง ไม่ทราบนานเท่าใด มารู้ตัวเมื่อพยาบาลเขามาเรียก เพื่อวัดความดันหายใจ ........
ดิฉันสังเกตอาการที่จะตายมันหายไป แต่อาการไม่ทุเลาจึงขอลาหมอไปตายที่บ้าน บอกสามีเตรียมโลงศพได้แล้ว ........
มานอนป่วยที่บ้านต่ออีก 1 เดือน อาการทรุด ไม่สบายหนัก วันสุดท้ายหัวใจจะหยุดเต้นก็รีบโทรศัพท์มาหาคุณแม่ที่เชียงใหม่ เวลานั้นสายโทรศัพท์อเมริกาเข้าเมืองมีประมาณ 5 สาย โทรตลอดวัน สายเมืองไทยไม่ว่าง นอนหมุนโทรศัพท์ แรงที่จะยกนิ้วชูขึ้นก็ไม่มี .........

          สงสารคุณแม่ ลูกสาวคนเล็กจะตายท่านคงโศกเศร้าคิดถึงลูก พยายามโทรจะคุยกับคุณแม่แล้ว ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น คือ อาการทั้งหมดที่ดิฉันทุกข์ทรมานมา 3 เดือน ก็หายไปโดยฉับพลันทันใด ด้วยความตื่นเต้นดีใจระคนกับความแปลกประหลาดใจอย่างยิ่งไม่เชื่อตนเอง ว่าหายได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เตรียมตัวลาตาย ก็กลับกลายเป็นหายในชั่วพริบตา ........

          ดิฉันลุกเข้าห้องครัวทำอาหาร เตรียมไว้ให้ลูกสามี ทันใดในวันนั้น ด้วยความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ทำให้ดิฉันคิดว่า ตายแล้วเกิดใหม่เพราะผลบุญที่ภาวนาตลอดเวลาที่ป่วย ยกเว้นเวลาหลับ......... คลิกเพื่อดูภาพเต็ม
 ดิฉันทราบได้ทันทีว่าเป็นกุศลผลบุญที่มีพุทธานุสสติเป็นกรรมฐาน มีอานาปานุสติ คือ กำหนดลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา มีมรณานุสสติ ระลึกถึงความตาย ทุกลมหายใจเข้าออก กลัวจะต้องไปตกนรก และกลัวจะต้องมาเกิดเป็นคนอีก และมีอุปสมานุสสติเป็นกรรมฐาน คือ มุ่งจิตที่จะไปอยู่กับพระพุทธองค์ที่พระนิพพาน บุญกุศลทั้ง 4 อย่าง รวมทั้งนึกถึงพระคุณของบิดามารดา เป็นความกตัญญู ทำให้ดิฉันหายจากโรคภัยอันตรายอย่างที่คาดไม่ถึง........

            หลังจากที่หายจากโรคหัวใจ ดิฉันก็ไม่ยอมไปหาหมออะไรอื่นอีกเลย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยอะไร ดิฉันก็ใช้ยาพุทธานุภาพรักษาตลอดมา ทั้ง ๆ ที่สามีดิฉันก็เป็นแพทย์ มีวิชาการทางวิทยาศาสตร์เต็มที่ ดิฉันเห็นแล้วว่า วิทยาศาสตร์ตามพุทธศาสตร์ไม่ทัน พุทธศาสตร์ละเอียดลึกซึ้งทางจิต จนถึงชาติหลัง ชาติหน้า มีนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน วิทยาศาสตร์เป็นแค่วัตถุ ความก้าวหน้ารวดเร็วของวิทยาศาสตร์ทำให้มนุษย์อยู่ดี กินดี แต่ก็ไม่ทำให้พ้นทุกข์จากภัยอันตรายในโลก เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ภัยธรรมชาติ ภัยผู้ร้าย ภัยอุบัติเหตุ ภัยสงคราม ภัยชรา มรณภัย ในการต่อสู้เพื่อหาเลี้ยงชีพ หาเงิน หาอาหาร ภัยจากเชื้อโรคเป็นต้น..........
 พุทธศาสตร์ช่วยให้คนพ้นทุกข์จากภัยทั้งปวง ด้วยธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรมอยู่เป็นสุข ตายแล้วยิ่งสุขใหญ่ คือ เสวยสุข แดนอมตะ พระนิพพานสว่างไสว โดยไม่ต้องใช้แสงอาทิตย์ หรือไฟฟ้า เย็นสบาย มีอิสระเสรีจะไปไหนได้รวดเร็ว

            เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของพระองค์ พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ดิฉันจึงรับอาสาเข้ารับใช้พระพุทธศาสนา โดยเป็นผู้ช่วยพระภิกษุไทยในอเมริกา บรรยายธรรมปฏิบัติให้ชาวอเมริกันตามสถานที่ต่างๆ ที่วัดไทย ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก ที่โบสถ์แคทอลิก เป็นผู้จัดรายการสนทนาธรรมและริเริ่มจัดรายการปฏิบัติธรรมประจำเดือน เป็นตัวแทนของชาวพุทธ เข้าร่วมเป็นกรรมการและนักพูดในสถาบันศาสนาของโลกในชิคาโก

            ขณะนี้อายุ 56 ปี มีความรู้สึกว่าร่างกายกรอบแกรบเต็มทน หัวใจก็สั่น เหนื่อยง่าย แม้กำลังจิต ประสาท ปัญญาจะดีกว่าเดิม ดิฉันก็เตรียมพร้อมที่จะตายได้ทุกวินาที จิตไม่ห่วง ผูกพันในทรัพย์สมบัติ สามี ลูก ญาติพี่น้อง มีความห่วงอย่างเดียว ทำอย่างไร กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม จะสูญสลายหายไปจากจิต ทั้ง ๆ ที่รู้มีทางเดียว คือ จิตไม่ยึดอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ 5 ร่างกายที่แสนสกปรก มีภาระยุ่งยาก ให้ดูแลแก้ไปตลอดเวลา

 

 

คลิกเพื่อดูภาพเต็มสรุปประวัติชีวิตของดิฉัน

 เริ่มแรกเกิดจนถึงแต่งงาน เมื่ออายุ 29 ปี ก็มีทั้งที่เป็นสาระ และไร้สาระ มัวแต่สนุกสนานตามทางโลก ยังเห็นโลกน่าอยู่ เป็นสุขอยู่ ที่ดีหน่อยก็คืองานอาชีพพยาบาล มองเห็นทุกข์ยากลำบากกายใจของผู้ป่วย แล้วย้อนดูตัวเองก็แน่ใจว่าสักวันเราจะต้องประสบกับความทุกข์กายใจแบบนี้ หนีไม่พ้น ถ้าหากไม่รีบเร่งปฏิบัติจิตให้สะอาด แจ่มใส จากกิเลส โลภ โกรธ หลง ขณะที่ร่างกายกำลังดีอยู่ ก็เป็นความประมาทอย่างยิ่ง เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตายมีกับเราทุกลมหายใจเข้าออก ความตายก็มีคือตายตลอดเวลา ตายจากวัยเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่ ตายจากวัยผู้ใหญ่เป็นวัยชรา แล้วก็ร่างกายแตกสลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไปตามธรรมชาติ จิตตัวผู้รู้ที่มาอาศัยในกายนี้ชั่วคราว ไม่ตายตามร่าง จิตเป็นอมตะ จนเวียนว่าย ตาย เกิดไปในโลกทั้ง 3 คือ 1. นรก 2. สัตว์ คน 3. เทพ เทวดา แล้วแต่บุญบาปนำไป

            ชีวิตแต่งงาน แรกเริ่มก็ขลุกขลัก เพราะความไม่เข้าใจกันทั้ง ๆ ที่รักกันมาก สามีดิฉันเป็นคนดี มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ สัตว์ พูดน้อย ขยันทำงาน นอกบ้าน ประหยัด เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ไม่เจ้าชู้ ทุกคนที่เห็นต่างชื่นชมกับดิฉันว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดียิ่ง ........

สิ่งหนึ่งที่สามีดิฉันไม่เข้าใจในพระพุทธศาสนา คือไม่เชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด ตามแบบฉบับนักวิชาการทั่วไปจะต้องพิสูจน์ให้เป็นรูปธรรม ดิฉันก็พยายามอธิบายตามภูมิปัญญาของตนเอง สามีก็ยังคงเห็นดิฉันเป็นผู้หญิงเจ้าอารมณ์อยู่นั่นเอง ไม่มีความเข้าใจในความปรารถนาดี .........
จนกระทั่งดิฉันถึงจุดอิ่มตัว ไม่ยอมสนใจผู้อื่นอีกต่อไป ปฏิบัติจิตของตน ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ตามแบบหลวงพ่อพระราชพรหมยานวัดท่าซุงอุทัยธานี สอน เอาหลักง่าย ๆ คือ

            1. มีความรู้สึกว่าชีวิตเรานี้เดินเข้าหาความตายทุกลมหายใจ
            2. ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ว่าเป็นคุณความดี ถ้าเราปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ย่อมพ้นทุกข์จากการเวียนตาย เวียนเกิด ไปเสวยสุขแดนทิพย์ พระนิพพานได้จริง คือมีศรัทธาตั้งมั่น ไม่มีความลังเลสงสัย เป็นการตัดวิจิกิจฉาในสังโยชน์ ข้อ 2
            3. มีศีล 5 ในอารมณ์ ใจเป็นปกติ มีกรรมบท 10 คือ ห้ามกาย วาจา ใจ ไม่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว
            4. ทำความดีทุกอย่างเพื่อมุ่งตรงพระนิพพานโดยเฉพาะ ไม่ปรารถนาลาภ ยศ สรรเสริญ สุขใด ๆ ในโลก เพราะเป็นความสุขที่หลอกลวง เป็นความสุขชั่วคราว ถ้าเราหลงความสุขในโลกอยู่ เราก็เป็นผู้ที่ชื่อว่ามีความหลงในโลกมนุษย์

            หลังจากหายป่วยเมื่ออายุ 40 ปี ดิฉันไม่ประมาทในความตาย ไม่กลัวตายอีกต่อไป เพราะคิดว่าตายไป 1 ครั้งแล้ว เมื่อหายโดยปาฏิหาริย์แบบนี้ ดิฉันจึงภาวนาตลอดเวลาที่ทำงานบ้าน ขับรถ เดินหาซื้อของ จะภาวนา นะ มะ พะ ธะ โดยกำหนดจิตจับภาพพระพุทธนิมิต 6 พระองค์...........
มาขอให้ท่านประทับบนศีรษะ 1 องค์ คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรกเริ่ม คือ สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (สมเด็จพระพุทธสิกขีทศพล)........
 2 พระองค์ขอให้ท่านมาประทับที่ไหล่ขวา ไหล่ซ้าย ........
อีก 2 พระองค์ขอท่านมาประทับในหัวสมอง.......
อีก 1 พระองค์ คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ขอมาประทับในอก คือ พระพุทธเจ้าสมณโคดม

การที่เราซาบซึ้งในพระธรรมก็เพราะมีพระบรมครูพระศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านค้นพบและโปรดมาชี้แจงสั่งสอนพวกเรา การกำหนดจิตระลึกถึงพระองค์จึงเป็นคุณความดีของเรา นอกจากกตัญญูต่อผู้มีพระคุณแล้ว ยังเป็นการเปิดเรดาร์ทางใจ รับสัมผัสสิ่งที่เป็นทิพย์ที่พระพุทธองค์จะส่งผ่านมาทางจิต ซึ่งดิฉันรับได้จากพระองค์ท่านอย่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์

 เมื่อดิฉันมีปัญหาใด ๆ ทางโลก ทางธรรม จะส่งคำตอบมาทางจิต ได้ถูกต้องแม่นยำเสมอ ทำให้มีปัญญาเฉียบแหลม พระที่อัญเชิญมาประทับในหัวสมองคือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ และ พระพุทธเจ้าโกนาคม และที่ไหล่ทั้ง 2 ข้างของดิฉัน คือ พระพุทธเจ้ากัสสป บนไหล่ซ้าย และ พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัย บนไหล่ขวา
ดิฉันอายุ 50 ปี สามีของดิฉันก็เข้าใจดิฉันมากขึ้น คือเห็นว่าดิฉันปฏิบัติดี มีคนนอกบ้านยอมรับนับถือ ไปพูดบรรยายธรรมะที่ไหน สามีดิฉันก็ติดตามไปนั่งฟังด้วยทุกครั้ง ดิฉันเป็นคนไทยคนเดียวที่เข้าไปพูดในโบสถ์ของพวกอเมริกัน หรือตามมหาวิทยาลัยชิคาโก มีบาทหลวงและอาจารย์ตามสถาบันต่าง ๆ มารับฟัง ดิฉันก็ไม่รู้สึกประหม่าใด ๆ เพราะเชื่อมั่นในพระพุทธานุภาพว่าพระองค์ท่านไปช่วยดิฉันบรรยายทุกครั้ง การพูดจึงเป็นสิ่งที่ง่ายดายอย่างมหัศจรรย์ ดิฉันไม่ต้องเตรียมคำพูดใด ๆ ภาวนานึกถึงพระองค์ท่านอย่างเดียว ถึงเวลาพูด พระองค์จะประทานธรรมะ ให้พูดได้คล่องแคล่ว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง และดิฉันก็งงงวยทุกครั้งที่ว่า เราพูดได้อย่างไร โดยไม่ติดขัด และพระธรรมที่พูดออกไปก็ไม่ได้อยู่ในความคิดสมองของตนเองมาก่อน เป็นเพราะพระพุทธองค์ท่านช่วยประทานให้ เพราะดิฉันกราบขอพระพุทธองค์ช่วยดลจิตให้พูดทุกครั้ง.........

            ชีวิตบั้นปลาย อายุเกิน 55 ปี ดิฉันก็ตั้งใจจะกลับจากชีวิตการงานในอเมริกา แรกเริ่มตั้งใจเพื่อไปหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อกลับมาทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และวิชาชีพพยาบาล อยู่ไปอยู่มาก็เจอเนื้อคู่ ซึ่งมาทราบภายหลังจากที่กราบทูลถามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทางมโนมยิทธิ คือ ยกจิตออกจากกาย ไปพระนิพพาน ทูลถามพระองค์ท่านว่า..........

 สามีของลูกคือใคร ทำไมเขาไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเลย ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนดี พระพุทธองค์ตอบทางจิตว่า สามีของดิฉัน คือ นายแพทย์บุญมี จันทร์ประภาพนี้ อดีตชาติคือ บิดาของดิฉัน ที่มีจิตเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นผิดเป็นถูก คิดว่า ตายแล้วสูญ นรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน ไม่มี เป็นเพียงแต่คนโบราณพูดหลอกเด็กให้เชื่อ ส่วนดิฉันผู้เป็นลูก ได้เคยอธิษฐาน เพื่อจะช่วยเปลี่ยนจิตของคุณพ่อในอดีตชาติให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้จงได้ เพราะ แรงอธิษฐานจึงได้มาเป็นสามี ภรรยากัน .......

            ขณะนี้ดิฉันพอใจ มีความสุขใจที่เกิดมาทำหน้าที่ครบสำเร็จ ดังคำอธิษฐานแล้ว คือ สามีได้เข้าใจในพระพุทธศาสนาถูกต้อง ดีขึ้นกว่าเดิม มีพุทธานุสสติเป็นกรรมฐานอยู่ในจิตใจ คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก พุท-โธ และมีจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิตคือ พระนิพพาน ไม่ต้องการเวียนว่าย ตายเกิด ในวัฏฏสงสาร คือ เกิดเป็นเทวดา คน สัตว์ ฯลฯ สลับกันไปตามแรงบุญ แรงบาปที่ทำเอาไว้ และก่อนจิตจะละทิ้งร่างกาย

 การมีพระนิพพานเป็นที่มุ่งหมาย เป็นแรงอธิษฐานบารมี การนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ทำให้จิตใจสะอาด ปราศจากกิเลส โลภ โกรธ หลง เพราะพระองค์ท่านสะอาด บริสุทธิ์ ด้วยพระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณและจิตท่านก็สะอาดบริสุทธิ์ แจ่มใสมีพลังปัญญา นึกถึงผู้ที่ดีงาม จิตเราก็พลอยดีงามตามไปด้วย เป็นการปฏิบัติที่ง่ายดาย มีบุญบารมีมาก ไม่ต้องลงทุนลงแรงเหมือนทำงานทางโลก ........
ทางธรรมก็คือ คิดดี พูดดี ทำดี มีศีล มีทาน มีเมตตา กรุณา อุเบกขา จิตเป็นสุข สบายใจ ก็รู้สึกว่า ร่ำรวยด้วยอริยทรัพย์พรรณาไม่หมด ความสุขใจทางธรรม แม้ไม่มีเงินเป็นล้าน ก็มีความรู้สึกว่าเรามีทรัพย์สมบัติในโลกเกินต้องการ อยากจะเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ตลอดเวลา.........

            ดิฉันคิดว่าจะเขียนประวัติตัวเองย่อ ๆ เพราะชีวิตของดิฉันไม่มีอะไรดีเด่น ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ หรือสำเร็จเจริญทางโลก ดิฉันก็เป็นผู้หญิงธรรมดา มีความรู้ทางโลกคือดูแลรักษาผู้ป่วยทางกาย ทางใจ ดิฉันก็มีโอกาสช่วยรักษาผู้ป่วยที่วิชาการทางแพทย์รักษาไม่ได้ คือ โรคคุณไสย ที่ถูกกลั่นแกล้งเอาของใส่ทางร่างกายให้ได้รับทุกขเวทนา เพื่อให้ตาย ดิฉันก็อันเชิญพระพุทธานุภาพมาทำเป็นน้ำพุทธมนต์รักษา ขอมีดหมอชาตรีที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานทำไว้ไล่ผีและเสนียดจัญไรออก ทั้งที่อเมริกาและเมืองไทย วิญญาณที่ถูกใช้ให้มาอยู่ในร่างกายคน เขาก็ทุกข์ทรมาน อยากเป็นอิสระ แต่ถูกผู้มีเวทมนต์ คาถาทางไสยศาสตร์ บังคับให้อยู่ หรือ วิญญาณร่อนเร่ พเนจร เห็นคนนั้นจิตอ่อนก็เข้าไปเกาะร่างอาศัยอยู่ เพื่อจะได้มีที่อยู่ ที่กินบุญของคนนั้น ดิฉันก็ไม่เคยมีความรู้ทางด้านไสยศาสตร์ แต่มาเจอผู้ป่วยเดือดร้อน ทุกข์ทรมาน ดิฉันก็อธิษฐานขอพระพุทธานุภาพเป็นที่พึ่ง ได้รักษาผู้ป่วยให้หาย เป็นที่อัศจรรย์ใจตนเองยิ่งนัก ผู้ป่วยก็หาย สบายดีเป็นปลิดทิ้ง .........

ดิฉันก็ขอถวายชีวิตนี้ทำงานเพื่อพระจอมไตรบรมศาสนดาสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเดินทางสายธรรม ตามสายกลาง มรรค 8 ประการ แต่ดิฉันจะไม่ยอมเดินทางคนเดียว จะชักชวนญาติมิตรสหาย ลูก ๆ หลาน ๆ เดินทางสายกลาง มีศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ เพื่อตามรอยพระพุทธบาทเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้

            บ้านเทพรักษ์ อยู่ที่ 6 ถนนสันติรักษ์ สันติธรรม ช้างเผือกเชียงใหม่ ใกล้วัดสันติธรรม บ้านหลังน้อย ดิฉันก็ถวายแด่องค์พระพิชิตมาร เพื่อเป็น บ้านทิพย์ปฏิบัติธรรม แด่ท่านผู้สนใจ ดำเนินสายตรง มุ่งพระนิพพานสถานเดียว เป็นที่พบปะสังสรรค์ ปฏิบัติธรรม ขอเชิญทุกท่านมาร่วมช่วยกัน เพื่อสนับสนุนพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง การที่พระศาสนาจะรุ่งเรือง ก็อยู่ที่ชาวพุทธทุกท่าน มีจิตใจสะอาดด้วย

            1. มีศีล 5 ประจำใจ
            2. เคารพพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน ไม่ทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยสมาธิ ภาวนา
            3. ไม่ลืมความตาย จิตมาอาศัยกายนี้ชั่วคราว ไม่ช้าร่างกายพัง จิตก็จะไปหาที่อยู่ใหม่ คือ
            4. แดนทิพย์อมตะนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง

            ถ้ายังไม่ตาย ก็ทำจิตให้สะอาด ให้กิเลส โลภ โกรธ หลง มันสูญสลายออกจากใจให้หมด คือ นิพพานัง ปรมัง สุญญัง

จิตจะเข้าถึงพระนิพพานนั้น จะต้องไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน มานะ ทิฏฐิ ความถือตัว ความโกรธ ความรักหลงสิ่งสกปรกจะต้องสูญสลาย
 พระนิพพานจะสูญจากการเวียนว่ายตายเกิด สูญจากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พระนิพพานสูญจากโรคภัยไข้เจ็บ สูญจากดิน น้ำ ลม ไฟ สูญจากสุริยจักรวาล สูญจากขันธ์ 5 คือ รูป นาม ( สังขาร วิญญาณ สัญญา เวทนา ) สูญจากทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกนี้ มีจิตที่สะอาดสว่างไสว เป็นดวงแก้ว เป็นจิตทิพย์ เป็นสิ่งไม่ตาย ไปเสวยสุขแดนอมตะพระนิพพานกับพระอรหันต์ทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์.......

            จะขอจบประวัติชีวิตของดิฉันเพียงเท่านี้ ดิฉันขอถือโอกาสกราบคาราวะลาทุก ๆ ท่านก่อนตาย แม้สิ่งใดที่ดิฉันได้ผิดพลาดด้วย กาย วาจา ใจ ด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ขอทุกท่านโปรดเมตตาให้อภัยแก่ดิฉันผู้มีความรู้น้อยด้อยปัญญาด้วย.......

คลิกเพื่อดูภาพเต็ม


คุณแม่บัวผัน สุทธจิต ถ่ายภาพร่วมกับลูก ๆ ณ บริเวณพระรูปพระบิดา โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
เรียงลำดับจากขวามาซ้ายมือ คือ

1. นายมานิตย์ สุทธจิต
2.นางมุกดา ฐิตะสุต
3. นางมณเฑียร ยาสมุทร
4. นายมานพ สุทธจิต
5. นายไมตรี สุทธจิต
6. คุณแม่บัวผัน สุทธจิต
7. นางมณฑา กาญจนัษฐิติ
8. นางเกษร จันทร์ประภาพ
9. นายเกษม สุทธจิต
10. นายกุศล สุทธจิต

คุณพ่อ คุณแม่ ของดิฉันคือ
คุณพ่อกมล สุทธจิต (ตายเมื่ออายุ 81 ปี พ.ศ. 2530)
คุณแม่บัวผัน สุทธจิต (ตายเมื่ออายุ 82 ปี พ.ศ . 2535)

ดิฉันมีพี่น้อง 9 คนดังนี้
1. นางมุกดา ฐิตะสุต สามีคือ น.พ. ประยุทธ ฐิตะสุต
2. นายมานิต สุทธจิต ภรรยาคือ นางรัชนีกร สุทธจิต
3. นางมณเฑียร ยาสมุทร สามีคือ น.พ. สมหมาย ยาสมุทร
4. นายมานพ สุทธจิต ภรรยาคือ นางสงวนศรี สุทธจิต
5. ดร. ไมตรี สุทธจิต ภรรยา คือ นางศิริวรรณ สุทธจิต
6. นางมณฑา สุทธจิต สามี คือ ดร. ปริมณฑ์ กาญจนัษฐิติ
7. นางเกษร สุทธจิต สามีคือ น.พ. บุญมี จันทร์ประภาพ
8. นายเกษม สุทธจิต ภรรยาคือ นางขันทอง สุทธจิต
9. นายกุศล สุทธจิต

 

 

 

 

            
     

 

กลับสู่หน้าแรก