
การเจริญพระกรรมฐานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สมถกรรมฐาน เป็นอุบายเพื่อรักษาอารมณ์ใจให้เป็นหนึ่งไม่วุ่นวายฟุ้งซ่านตามอารมณ์ สิ่งแวดล้อมหรืออารมณ์ชั่ว นิวรณ์ 5 อย่าง
2. วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการพิจารณา ค้นคว้าวิจัยหาความเป็นจริงของขันธ์ 5 ร่างกายว่า การเกิดเป็นคนสัตว์สุขหรือทุกข์
พระพุทธองค์ท่านแบ่งแยกให้พุทธบริษัทเข้าใจ แต่ในด้านปฏิบัติ ทั้ง ศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ นั้นรวมอยู่ด้วยกันตัวเดียว ผู้ไม่มีปัญญา ไม่มีวิปัสสนาญาณ ก็จะมองไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นคุณประโยชน์ของผู้มีศีล 5 ครบ ศีล คือ ข้อละเว้นจากความชั่ว 5 อย่าง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกผิดภรรยาสามี แย่งความรักจากผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ติดสุรางอมแงม ติยาบ้ายาม้า เล่นพนัน ไม่เอาทุกอย่าง เป็นของเสื่อมทำลายชีวิตร่างกายให้พินาศ
วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า รากฐานของความรู้จริง ของโลกของชีวิต
วิปัสสนาญาณ 10 อย่าง มีดังนี้
1. สัมมสนญาณ มีจิตฉลาดเข้าใจเห็นความแปรปรวนของร่างกาย
2. อุทยัพญาณ มีจิตฉลาดเห็นความเกิดความตายของร่างกาย
3. ภังคญาณ มีจิตฉลาดพิจารณาดูร่างกายขันธ์ 5 ทรุดโทรมแตกสลายตายในที่สุด
4. ภยญาณ มีจิตฉลาดเห็นร่างกายขันธ์ 5 เป็นของน่ากลัวเพราะมีแต่ภัยความเจ็บป่วยทรมาน
5. อาทีนวญาณ มีจิตฉลาดเฉลียวเห็นทุกข์โทษของร่างกายมีความทุกข์เจ็บปวดเบียดเบียน
6. นิพพิทาญาณ มีจิตฉลาดเห็นร่างกายสกปรกน่าเกลียดน่ากลัวแล้วเกิดความเบื่อหน่าย ต้องการหนีจากร่างกายขันธ์ 5 ที่แปรปรวนเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาสูญสลาย
7. มุญจิตุกามยตาญาณ มีจิตฉลาดต้องการพ้นจากขันธ์ 5 ร่างกายโดยรวดเร็ว
8. ปฏิสังขาญาณ มีจิตฉลาดมีปัญญาพิจารณาอุบายเพื่อจะพ้นจากขันธ์ 5 ร่างกายนี้
9. สังขารุเบกขาญาณ มีจิตฉลาดสะอาดเพราะมีจิตตั้งอยู่ในความวางเฉยในขันธ์ 5 เป็นจิตของพระอรหันต์เพียงแต่รอเวลาขันธ์ 5 ร่างกายตาย ท่านก็ไปแดนทิพย์อมตะนิพพาน เห็นว่า กายที่อาศัยอยู่ชั่วคราวเห็นว่าเป็นคนละอันกับจิตจึงไม่ยินดียินร้าย
10. อนุโลมญาณ มีจิตฉลาดสะอาดพิจารณาความรู้ว่าร่างกายเกิดขึ้นเป็นทุกข์เป็นโทษแล้วก็ตาย พิจารณาสลับญาณ1ถึง 9 ตามอริยมรรคอริยผล