
บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว การสมาทานพระกรรมฐานที่ว่ากันอยู่ทุกวัน ขอได้โปรดจงอย่าถือว่า ว่าตามประเพณี คำว่า อิมาหัง ภควา อัตตภาวัง ตุมหากัง ปริจจชามิ ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำนี้ว่าแล้วต้องคิดไว้เสมอทุกลมหายใจเข้าออก แล้วเขาถวายกันอย่างไร ชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็มานั่งนึกดูว่าชีวิตของเราที่พระพุทธเจ้าให้ไว้มีอะไรบ้าง ที่ให้ไว้เป็นพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ก็
1.สัพพปาปัสสะ อกรณัง แปลเป็นใจความว่า เจ้าทั้งหลายอย่าทำความชั่วทั้งหมด
2. กุสลัสสูปสัมปทา จงสร้างแต่ความดี
3. สจิตตปริโยทปนัง จงทำใจเราให้แจ่มใสจากกิเลส
เอตังพุทธานสาสนัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสอนอย่างนี้เหมือนกันหมด เป็นอันว่าชีวิตของเรายอมมอบกายถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาถวายกันอย่างนี้คือ
1. เราตั้งใจไม่ทำความชั่วทั้งหมด ที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวไว้ว่า อย่างไรเป็นความชั่วนั่นเราจะไม่ทำ
2. สร้างความดี ความดีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และสจิตตปริโยทปนัง ทำจิตใจให้ผ่องใสจากกิเลส 3 ประการ ที่เป็นรากเหง้าของกิเลส คือโลภะหรือว่าราคะ โทสะ โมหะ ทั้ง 3 อย่าง อย่าให้มีในจิตใจของเรา
ถ้าสิ่งทั้งหลายตามที่กล่าวมาหมดนี้ไม่มีในจิตใจของเรา นั่นแสดงว่าเรามอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูตัวอย่าง ท่านสราทดาบส หรือว่าบรรดาชฎิลทั้งหลายเหล่านั้น ความจริงท่านยังไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่รู้เลยว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ถ้าท่านทราบ ท่านก็จะต้องไปสำนักของพระพุทธเจ้าแน่ เพราะตั้งใจจะบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม แต่ว่าท่านทั้งหลาย ท่านยังไม่พบพระพุทธเจ้า แสวงหาด้วยตนเอง สามารถทำอภิญญา 5 และสมาบัติ 8 ให้เกิดขึ้น เวลานี้ท่านฟังเรื่องนั้นมีแล้ว ท่านก็ต้องคิดนะครับ เพราะว่าปกิณกะคำสอนนะเป็นการสอนกันเล็ก ๆน้อย ๆ ตามอารมณ์ เอาบุคคลตัวอย่างขึ้นมาว่า มาแนะนำกันมาเล่าสู่กันฟัง แล้วเราก็ต้องนำเอาเนื้อแท้แห่งความดี ของบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านั้นมาพูดกันอีกตอนหนึ่ง
ท่านจะเห็นว่าระยะนี้ผมใช้แบบนั้น เพราะบุคคลตัวอย่างเรามีอยู่แล้ว การแสวงหาที่สงัด ถ้าจิตใจของเราไม่สงัด อยู่ที่ไหนมันก็ไม่สงัด ถ้าหากว่าจิตใจของเราสงัดจะอยู่ในป่าก็สงัด อยู่ในถ้าก็สงัด อยู่ในบ้านก็สงัดอยู่กลางตลาดมันก็สงัด
ถามว่าสงัดอะไร เพราะว่าจิตใจของเราไม่มีกังวลสงัดตรงนี้ สงัดตอนไม่มีกังวล พอเราไม่มีกังวลแล้วระยะต้น ที่เราจะพึงได้นั้นคือ สมาธิ หรือว่าระยะต้นสุดที่เราจะพึงได้ก็คือ ศีล ถ้าเราไม่มีกังวลในด้านของความชั่ว เราก็สามารถตัดโลภะ คือความชั่วได้ คำว่ากังวลอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าอยากจะรวย อยากจะมีทรัพย์สินให้มันมาก อยากจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี อยากจะสะสมทรัพย์ให้มันมากเท่าที่จะพึงมากได้ นี่แสดงว่าจิตมีกังวล จิตไม่สงัด ถ้าจิตเราอยู่ในป่าลึก ที่ไหนก็ตาม มีอารมณ์อย่างนี้ มันก็ไม่มีทางสงัดจากกิเลส ถ้าหากว่าอารมณ์ของเราสงัด สงัดยังไง ความรวยนี่ทุกคนอยากจะรวย
ความจริงความรวยเป็นของดีผมไม่ปฏิเสธ รวยทรัพย์รวยสิน ถ้าเป็นฆราวาส จำเป็นจะต้องสะสมทรัพย์สินเข้าไว้ เพราะว่า ถ้าไม่สะสมทรัพย์สินเข้าไว้จะกินอะไร เพราะต้องเลี้ยงตัว การมีทรัพย์สินมากรวยทรัพย์ ที่เขาไม่เมาในทรัพย์ก็มี ดูตัวอย่าง นางวิสาขามหาอุบาสิกา กับ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี รวยมหาศาล แต่ว่าบำเพ็ญกุศลในองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาอย่างไม่จำกัดเขต
นี่เห็นไหมคนเขารวย แต่ว่าเขาตัดความรวยไปได้ รวยแต่ไม่โลภน่าสงสัยนะครับ คำว่าโลภนี่หมายความว่า ตะเกียกตะกาย มีเท่านี้เดี๋ยวก็อยากจะมีเท่าโน้น เดี๋ยวก็อยากจะมีต่อไป แต่การเสียสละใด ๆ ไม่มี ดูตัวอย่าง ท่านอานันทเศรษฐี รวยแล้วไม่อยากจะจ่ายให้ใครเขาหมด อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตถือว่าเป็นคนโลภ
แต่ถ้ารวยด้วยสัมมาอาชีวะ ถ้ามีความคิดอยู่ว่าเราต้องทำหน้าที่ของมนุษย์ที่ 1) จะต้องเลี้ยงตัว 2) เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุดตามหน้าที่ เราก็หาเงินหาทองมา แต่จิตใจของเรานี้ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าทรัพย์สินที่พึงมีมาแล้วนี่ทั้งหมดหลายคนมาแล้วที่เขารวยยิ่งกว่าเรา แต่เวลาที่เขาตายไปไม่มีใครนำทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านั้นไปได้เลย ก็เป็นอันว่ารวยพอแล้ว รวยมากไม่มีใครนำทรัพย์นำสินไปใช้ได้นี่เราทำยังไง เราก็ถือว่าทรัพย์สินทั้งหลายหามาตามหน้าที่ มันจะต้องกิน มันจะต้องใช้ มันจะต้องอาศัย
แต่คิดไว้เสมอว่าถ้าเรารวยชาตินี้ ก็เพราะอาศัยความดีคือ ทาน การกุศลในชาติก่อน เวลานี้เราพบศาสนาขององค์สมเด็จพระชินวร เราจะนำทรัพย์สินให้มีประโยชน์ทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ คำว่า สัมปรายภพคือ ชาติต่อไป ได้แก่ชาติหน้า เราถ้าหากินหาใช้ แบ่งกินแบ่งใช้ไว้ตามสมควร แต่ก็บริจาคทรัพย์สินให้เป็นประโยชน์กับสาธารณะประโยชน์ จะถวายพระ หรือให้คนยากจนเข็ญใจก็ทำได้ การให้แบบนี้มีประโยชน์ทั้งชาตินี้และชาติหน้า รวยมีกินมีใช้ มีความสุขตามสมควร แต่มันกันแก่กันป่วยกันตายไม่ได้ ถ้ารวยเฉย ๆ ไม่ให้ใคร เราก็จะเป็นคนโดดเดี่ยว เป็นคนไม่มีเพื่อน มันก็มีอันตราย ถ้าเรารู้จักแจกจ่ายเป็นส่วนสาธาราณะประโยชน์ ผู้รับย่อมรักผู้ให้ ผู้ให้ยอมเป็นที่รักของบุคคลที่รับ เมื่อเรามีคนรักมาก เราก็มีความสุขมาก นี่มีประโยชน์ในปัจจุบัน
ประโยชน์ในสัมปรายภพ จิตใจของเรานั้นเมื่อให้ไปเมื่อไร กิเลสคือโลภะ มันทำลายสิ้นไปจากใจเมื่อนั้น ให้มากกิเลสหมดมาก ให้น้อยกิเลสหมดน้อย ให้บ่อย ๆกิเลสหมดเสมอ แต่คำว่าให้มากในที่นี้ อย่าให้เพื่อเป็นการเบียดเบียนตนเอง ต้องแบ่งสรรปันส่วนกันไว้เสมอให้มีพอกินพอใช้ ให้ไปแล้วไม่ลำบากสำหรับเรา นี่ชื่อว่าให้มาก และก็ควรให้บ่อย ๆ จิตใจมันจะได้ชิน
เมื่อให้บ่อย ๆใจมันชิน อารมณ์ที่จะโลภ ยื้อแย่งทรัพย์สินของบุคคลอื่น มันก็ไม่มี มีแต่คิดอย่างเดียวว่าจะให้ เมื่อคิดจะให้อย่างนี้แล้วกำลังใจมันก็เป็นสุข อาการดิ้นรนที่อยากจะยื้อแย่งทรัพย์สิน หรือเมาในทรัพย์สินมันก็ไม่มี จิตสบาย ชาตินี้จิตก็เป็นสุขและชาตินี้มีคนที่รักมาก เราก็เป็นสุขทีเพราะมีภัยน้อย ตายจากชาตินี้ไปแล้ว อย่างเลวเราก็เป็นเทวดาได้ แต่เกิดเป็นมนุษย์ใหม่เราก็เป็นคนรวย หรือมิฉะนั้นถ้าอารมณ์จิตโลภะ คือ ความโลภ ถ้ามันจะสร้างความซวยให้แก่จิตมันหมดไปชื่อว่า เราตัดรากเหง้ามันได้ มันเป็นก้าวหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ พาเข้าไปสู่พระนิพพาน นี่จิตใจอย่างนี้ของบรรดาทุกท่าน จงทรงไว้ให้ดี
ประการที่ 2 องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่า จงทำลายความโกรธให้สิ้นไป นี่เป็นรากเหง้าอีกรากหนึ่ง การทำลายความโกรธเขาทำกันอย่างไร ตอนนี้เราก็เล่นสมาธิทรงตัว สำหรับการให้ทานเป็นสมาธิ อารมณ์ทรง ทรงอารมณ์แบบปกติคิดไว้ให้อยู่ ถ้าใจชอบให้จิตคิดไว้ถึงเวลาให้ก็ให้ คิดไว้ให้อยู่เป็นปกติอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงในจาคานุสสติกรรมฐาน
แล้วยิ่งคิดว่า ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ เราตายแล้ว ก็นำไปไม่ได้ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง คิดอย่างท่านสราทดาบส กำหนดใจไว้เสมอว่าเราตายแน่ เมื่อตายแล้วแบกอะไรไปได้ ดูตัวอย่างท่านสราทดาบส ท่านมีทรัพย์มหาศาล ท่านทราบว่าเราจะรู้อัตภาพแต่เพียงชาตินี้เท่านั้น สำหรับชาติหน้าอัตภาพคือร่างกายของเราจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ จึงได้ตัดสินใจสละทรัพย์สินทั้งหมดออกบวช บวชก็ไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา ตัดใจเป็นเนกขัมมะ โดยเฉพาะต่อไปก็ทรงสมาบัติ 8 แล้วทรงอภิญญาให้ได้ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ เมื่อทรงสมาบัติ 8 ได้ ทรงอภิญญาสมาบัติได้ สมาบัติ 5 อภิญญานะมันก็ระงับความโลภ ระงับความโกรธ ระงับความหลง จิตมีอารมณ์ผ่องใสเหมือนกับแก้วที่ใส ตรงนี้เขาทำกันยังไง
วิธีจะทำสมาบัติ 8 ให้เกิดขึ้น ความจริงทำง่าย ทำไม่ยาก เราก็จับกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราชอบ หรือว่า จะจับรูปพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสสติกสิณก็ได้ จับรูปพระพุทธเจ้า จำรูปพระพุทธเจ้าก็พอ จำพระพุทธรูปให้ได้แล้วหลับตาลงไปนึกถึงรูปพระพุทธรูป จะเดินไปที่ไหน จะไปบิณฑบาต จะไปทำงานทำการที่ไหน นึกถึงภาพพระพุทธรูปตลอดเวลา จนกระทั่งภาพพระพุทธรูปปรากฎในอารมณ์นึกของเรา นึกคิดตลอดอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌานในพุทธานุสสติกรรมฐาน เมื่อทรงฌานในภาพพระพุทธรูปได้ มีอารมณ์ทรงตัวกำหนดเวลาสัก 5 นาที หรือ 10 นาที ให้ทรงอยู่ ถ้านานยิ่งกว่านี้ได้ก็ยิ่งดี ความจริงถ้านานไม่ได้ก็เอาเวลาสัก 5 นาที เห็นภาพพระพุทธรูป ตอนนี้ความจริงจะเล่นอภิญญาด้านทิพย์จักขุญาณก็ง่าย
ตอนนี้ผมพูดเรื่องสมาบัติ 8 สมาบัติ 8 เมื่อทรงอารมณ์ภาพพระพุทธรูปได้แล้ว จิตมั่นคงยิ่งขึ้น เมื่อจิตมั่นคงยิ่งขึ้น ภาพพระพุทธรูปที่เรานึกเห็น ก็จะค่อย ๆใสขึ้นมาทุกที ๆ ใสจนกระทั่งเราก็คิดว่า เอ๊ะ นึกขึ้นมาทีใด เหมือนภาพพระลอยอยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะมันมีรูปปรากฏแจ่มใส ปรากฏชัดตามอารมณ์ที่นึก นึกขึ้นมาเมื่อใด ภาพพระใสทรงตัว แล้วจิตเราจะทรงนานแสนนานอย่างใดก็ได้ ใจสบายมีอารมณ์เป็นสุข จนกระทั่ง ขณะที่นึกเห็นภาพพระพุทธรูปนั้น มีเห็นอารมณ์ใส ใจก็ปรากฏมีอารมณ์สงัด ลมหายใจไม่ปรากฏแก่ตน นี้เป็นอารมณ์ของฌาน 4
เมื่อทรงภาพพระพุทธรูปถึงฌาน 4 ได้แล้ว แล้วก็ทรงให้ชิน ทรงให้ชิน ต่อแต่นั้นไปก็คิดว่า ขอภาพพระพุทธรูปนี้จงหายไป ตอนนี้เล่นสมบัติ 8 ให้เห็นภาพพระพุทธรูปนี้จงหายไป นึกถึงภาพของอากาศ ภาพของอากาศก็จะปรากฏ คิดว่าอากาศนี้เวิ้งว้างว่างเปล่า หาที่สุดมิได้ฉันใด ชีวิตของเราก็ฉันนั้น เรามีร่างกายอยู่อย่างนี้ก็เพราะว่า มันอาศัยการติดรูปเป็นสำคัญ ทุกข์ทั้งหลายที่ปรากฏกับเรามีความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ความป่วยไข้ไม่สบาย ความแก่ ความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่เราไม่ชอบใจ แล้วความตาย ความทุกขเวทนาจึงพึงมี ก็เพราะอาศัยเราติดรูป จากนั้นรูปเราไม่ต้องการ เราต้องการสภาพของสภาวะจิตให้มันว่างเหมือนกับอากาศ ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 คือ รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรทอ ขันธ์ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ 4 ต่อไปนี้จะไม่มีสำหรับเรา
อารมณ์ก็จับภาพอากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่าหาที่สุดไม่ได้ ไอ้รูปกายก็คิดว่ารูปกายของเราอย่างนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเรายังต้องการในมัน มันก็เกิดอย่างนี้ ทุกข์อย่างนี้หาที่สุดไม่ได้ แต่ความจริงมันเลียบเคียงเข้าไปหาวิปัสสนาญาณ จนกระทั่งมีใจเบิกบานมีอารมณ์ทรงอยู่ในฌาน 4 เห็นสภาพ นึกถึงภาพเมื่อไร คิดนึกถึงคน นึกถึงกาย นึกถึงเขา นึกถึงวัตถุ บ้านเรือนสิ่งก่อสร้างทั้งหมด เห็นว่าโลกนี้มันไม่มีอะไร มันมีสภาพว่าง ไม่ช้าก็พัง เราไม่ต้องการมันอีก ผมว่านี่ผมพูดมันควบวิปัสสนานะครับ ถ้าได้คิดจริง ๆ อย่างนี้จะเป็นสมาบัติ 8 เฉย ๆ จะดันเป็นอรหันต์ไปด้วยเอ้าเป็นก็เป็นไป
เมื่อพูดอย่างเดียวมันจะไปดีอะไรน้อ สมถะกับวิปัสสนาควบกันมาต้องควบกัน จะทำอย่างเดียวก็โง่เต็มที จะยอมเสียเปรียบก็ เวลานี้เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินศรี เรายอมจะให้เวลานาทีทองของเราเลื่อนลอยไปไม่ได้ เมื่อจิตใจเราไม่ติดอยู่ในภาพ ติดใจในอากาศ แล้วเอาภาพในอากาศมาเทียบกับกายว่า ไม่ช้ากายของคนและสัตว์มันก็ตาย มันก็มีสภาพว่างเปล่าเหมือนอากาศ ในเมื่อจิตทรงตัว นึกถึงขึ้นมาทีไร จิตว่างสบายก็มีอาการโล่ง ไม่ผูกพันในร่างกาย จิตใจเป็นสุขทรงฌาน 4 ได้เป็นปกติอย่างนี้เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ เป็นอรูปฌาน 1
ความจริงนะจับภาพพระพุทธรูปถึงฌาน 4 น่ะเรียกว่า สมาบัติ 4 ในอรูปฌานตั้งแต่ อากาสานัญจายตนะ ถ้ามีอารมณ์คล่องดีแล้ว เราก็ไปจับวิญญาณความรู้สึกว่า ไอ้ความรู้สึกนึกคิดที่เกาะกับขันธ์ 5 นี่มันเป็นโทษเป็นทุกข์ เราไม่เอาความรู้สึก ความคิด ความอ่าน แบบนี้มันไม่มีอะไรดี มันสร้างแต่ความเร่าร้อนอยู่เสมอ ถ้านึกดีมันก็เป็นสุข นึกไม่ดีมันก็เป็นทุกข์ ได้อาการนึกดีที่เราเห็นว่าเป็นสุขนี่มันไม่เป็นสุขจริง ๆ นึกรักหญิงสักคน ชายสักคน พอเรานึกรักขึ้นมา อารมณ์มันเริ่มเป็นสุข แต่ทันทีทันใดมันก็เริ่มเป็นทุกข์ คิดว่าเขาจะมารักเราหรือเปล่าหนอ ทำยังไงเขาจึงจะรักเรา เอาเข้ามาแล้วนี่มันทุกข์แล้วเกิดอารมณ์ทุกข์
พอเกิดมีอารมณ์รักกันขึ้นมาแล้ว มันเริ่มระแวง สงสัยว่าคนรักของเรานี้เขาจะรักเราจริง ๆ หรือ ไม่จริง เอาละสมมุติว่ารักจริง รักจริงต่างคนต่างเริ่มเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร เพราะว่าเกรงว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน บิดามารดาเขาจะห้ำหั่นแตกแยก คือไม่ยกยอปอปั้นให้ เอาละซิยุ่งอีกแล้ว พอเขาให้กันมาแล้ว มาอยู่ร่วมกันก็เริ่มทุกข์ต่อไป ในการทำมาหากินความเป็นอยู่ ต้องประคับประคองใจซึ่งกันและกัน
ในที่สุดถ้ามีลูกมีเต้า มันก็เปิดกันใหม่ เตลิดเปิดเปิงมีทุกข์หาที่สุดไม่ได้ เป็นอันว่าความรู้สึกนึกคิดนี่มันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการมีความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกนึกคิดจะมีมาได้ ก็เพราะอาศัยจิตเกาะกาย เป็นอันนับตั้งแต่บัดนี้ต่อไป เราไม่ต้องการจะเกาะกายอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องการความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ ทำอารมณ์ให้เป็นอุเบกขารมณ์ อารมณ์จิตเข้าถึงฌาน 4 มันก็เป็นของง่าย มันไม่ใช่ยาก ในที่สุดจิตก็ปล่อยสภาวะอากาศ จับสภาวะวิญญาณ
พอวิญญาณัญจายตนะฌาน วิญญาณคือสภาพที่ล่องลอยแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่ต้องการมันอีก ไอ้ตัวนึกนี่มันเป็นทุกข์ คุณอย่าลืมนะถ้าเล่นแบบนี้มันเป็นอรหันต์นา ผมบวกทั้งสมถะและวิปัสสนา ผมพูดเดี่ยว ๆ ไม่เป็น ถ้าพูดเป็นผมก็ไม่พูด จะต้องทำงานอย่างเดียวมันควรจะควบกันได้ไปทำงานสองคราว มันประโยชน์อะไร พอเล่น วิญญาณัญจายตนะฌาน สบาย ๆ มีอารมณ์จิตเป็นสุขนึกขึ้นมาเมื่อไรวิญญาณมันไม่เป็นเรื่อง การมีขันธ์ 5 ไม่เป็นเรื่อง เปลืองความเป็นอยู่ สู้ปฏิบัติตามแนวขององค์สมเด็จพระบรมครู ไม่มีขันธ์ 5 วิญญาณมันก็ไม่มี ถ้ามีขันธ์ 5 มันก็มีวิญญาณ อย่าลืมนาตัวนี้เป็นอารมณ์พระอรหันต์
ต่อมาเมื่อเล่นวิญญาณเพลิน ๆ มีจิตเป็นสุข อารมณ์มันแจ่มใสเยือกเย็นดีกว่า อากาสานัญจายตนะ ต่อไปก็มาคิดอีกทีหนึ่ง มันไม่มีอะไรเหลือ โลกนี้มีอะไรแน่นอนทรงตัวแน่นอนบ้าง ที่เกิดตั้งมาแล้วมันไม่เสื่อม มันไม่พังมีไหม ไม่มี ต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็ลืม ตึกใหญ่ ๆ ก็พัง เมื่อสมัยก่อนเขาสร้างอาคารบ้านเรือนด้วยศิลาแลง มันก็พัง ไม่มีอะไรเหลือ คนที่มีประวัติที่มีความสำคัญในอดีตกาลหาตัวหาตนไม่ได้ ชื่อเสียงที่ลืมไปแล้วมากกว่าหลายแสนเท่า แล้วบ้านเรือนที่เขาบอกว่าใหญ่โตมโหฬารสมัยใดสมัยหนึ่ง เวลานี้เดินไปก็ไม่มี
เป็นอันว่าชีวิตอินทรีย์ของคนทั้งหมด มันก็สลายหมด มันเป็นอันว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ ในเมื่อมันไม่มีอะไรเหลือเราจะเกาะอะไร เกาะร่างกาย ร่างกายมันก็พัง เกาะคนรักคนรักก็พัง เกาะทรัพย์สิน ทรัพย์สินก็พัง เกาะเกียรติยศศักดิ์ศรี เกียรติยศศักดิ์ศรีก็พัง เกาะอะไรไม่เกาะเลย ไม่ต้องการอะไรมันเลย ในโลกนี้ร่างกายเราร่างกายเขา วัตถุธาตุทั้งหมดโยนทิ้งไปจากใจ ต้องการอย่างเดียว ใจว่างสบายไม่มีที่ยึด ทรงได้อย่างนี้เรียกว่า อากิญจัญญายตนะ
ตอนนี้ได้ อากิญจัญญายตนะ แล้ว เราก็มาตั้งต้นเป็นต้นไม้ทำตนเป็นตอไม้จุดสำคัญในเมื่อเราไม่ต้องการ ไม่ต้องการร่างกาย ไม่ต้องการอารมณ์ ไม่ต้องการความรู้สึกนึกคิด ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด เราก็มากำหนดจิตให้ทรงอยู่ใน เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกว่ามีคน ไอ้คำว่าสัญญานี่นะแปลว่า ความจำ เมื่อมีความจำได้ว่านั่นเพื่อน นั่นพี่ นั่นน้อง นั่นพ่อ นั่นแม่ นี่ทรัพย์สินของกู นั่นพี่น้องของกู บ้านของกู เรือนของกู โยนทิ้งไปให้หมด มีสัญญาคือมีความจำ ทำเหมือนว่าไม่มีความจำ จำอะไร จำร่างกาย จำสุข จำทุกข์ จำไม่เอาทั้งนั้น นายจะมายังไงก็ช่างนาย แต่ว่า ไม่ใช่คนใจร้ายไม่พูดกับใครนะ คือ มีอารมณ์ไม่ติด ไม่ติดอะไรเป็นเราเป็นของเราทั้งหมด ร่างกายของเราก็ไม่เอา ร่างกายของคนอื่นก็ไม่เอา วัตถุธาตุต่าง ๆก็ไม่เอา เป็นอันว่าทำใจมีอารมณ์ว่างทุกอย่าง ความหนาวมันจะมายังไงก็ช่างมัน ร้อนจะมายังไงก็ช่างมัน มันจะป่วยไข้ไม่สบายก็ช่างมัน รักษาหายก็หาย ไม่หายจะตายแลก็ช่างมัน ไม่มีความสำคัญ ตายเมื่อไรมีความสุขเมื่อนั้น ไม่รบไม่กวนใครทั้งหมด
จิตได้อย่างนี้เมื่อไรเรียกว่าได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นผู้ทรงสมาบัติ 8 อภิญญาก็ไม่ต้องพูดกัน แต่ว่าอภิญญา 8 นี่ ท่านสราทดาบส ท่านทำนะท่านก็ทำเฉพาะจุด แต่หากว่าท่านทั้งหลายทำตามที่ผมพูด ไม่ใช่สมาบัติ 8 ธรรมดา กลายเป็น อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ไป
ต่อแต่นี้ไป ขอท่านทั้งหลายตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดอิริยาบถ ตามอัธยาศัยของท่าน จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ตามอัธยาศัย จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นว่าเวลานั้นสมควรที่จะเลิก.