1. พระไตรปิฎก คืออะไร
พระไตรปิฎก คือ พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าได้สั่งสอนไว้ในสมัยพุทธกาล ต่อมาเมื่อมีพระอรหันต์พระอริยสงฆ์สาวกได้
รวบรวมพระธรรมเป็น 3 ภาค 3 ตำรา จึงเรียกว่า ไตรปิฎก เพื่อสาธุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนเพื่อพ้นทุกข์จากการ
เวียนว่ายตายเกิดจาก นรกภูมิ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก เพื่อติดตามองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสู่เอกันตบรมสุขแดนทิพย์นิพพานได้ง่าย
2. พระไตรปิฎกแบ่งเป็น 3 ภาค 3 ปิฎก
พระไตรปิฎก ซึ่งแปลว่ามีพระธรรม 3 ภาค (3 ตำรา,3 คัมภีร์) คือ
1. วินัยปิฎก มีข้อห้ามหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี ข้อห้ามของผู้ครองเรือนคือ ศีล 5 ข้อ
2. สุตตันตปิฎก เป็นตำราว่าด้วยพระธรรมเทศนา รวมทั้งสมาธิวิปัสสนา
ทั่วๆ ไป รวมทั้งภาษิตและประวัติของพระพุทธเจ้า พระพุทธสาวก
3. อภิธรรมปิฎก เป็นตำราว่าด้วยหัวข้อธรรมะล้วน ๆ เป็นหลักธรรมที่สำคัญยิ่ง พระไตรปิฎกมีเนื้อความทั้งหมด 84000 พระธรรมขันธ์ แบ่งเป็น
พระวินัยปิฎก 21000 พระธรรมขันธ์
พระสุตตันตปิฎก 21000 พระธรรมขันธ์
พระอภิธรรมปิฎก 42000 พระธรรมขันธ์
สมัยพุทธกาลพระสาวกท่านได้จดจำไว้ในใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกพระจุนทะเถระผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ให้รวบรวมธรรมภาษิตของพระองค์และให้จัดระเบียบเพื่อให้พระธรรมถูกต้องยั่งยืนสืบไป
เมื่อองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานได้ 3 เดือน ท่านพระมหากัสสปเถระทรงริเริ่มรวบรวมพระธรรมคำสอนและเป็นประธานผู้สอบถามท่านพระอุบาลีเถระเป็นผู้ตอบทางพระวินัย ท่านอานนท์
เถระเป็นผู้ตอบทางพระธรรม มีพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ 500 รูปประชุมกันสังคายนาจัดพระธรรมเป็นตำรา กระทำกันอยู่ 7 เดือนจึงเสร็จ ต่อมาภายหลังได้รวบรวมตำราจากการจำมาเขียนบันทึกเป็นภาษาบาลีในอินเดียภาคเหนือและมีท่านผู้รู้แปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็น
ภาษาจีน ภาษาอังกฤษและ ภาษาไทยจำนวน 80 เล่มเท่าพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้ย่อความรวบรวมพระไตรปิฎกมาจาก 80 เล่มเป็น 45 เล่ม
การศึกษาให้รู้และเข้าใจในพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น 3 ขั้น
1) ขั้นปริยัติ ขั้นแรกเรียนเข้าใจทางปริยัติหรือตำรา คือ อ่านเข้าใจหัวข้อพระธรรมให้เข้าใจก่อน
2) ขั้นปฏิบัติ เมื่อเข้าใจตำราปริยัติแล้วก็เริ่มปฏิบัติทางกาย วาจา ใจ ตามจริตอัธยาศัยที่ตนเองชอบปฏิบัติแบบไหนเพราะแนวคำสอนพระพุทธ
องค์มีถึง 84000 พระธรรมขันธ์ ชอบแบบไหนทำแบบนั้นดีทุกแบบแล้วแต่จะเลือกตามอัธยาศัยของท่านที่ปฏิบัติ
3) ขั้นปฏิเวธ คือ การได้รับผลมีความสุขกายสุขใจจากบุญบารมี คุณความดีที่ได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนในตำราพระไตรปิฎกนั้นจิตเข้า
ถึงอริยมรรค อริยผล มีพระนิพพานเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางของจิตไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
3. พระธรรม 84000 พระธรรมขันธ์โดยรวมยอดย่อที่สุดนั้นคืออะไร
ขอตอบตามที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้ในพระอภิธรรมทั้ง 7 โดยล้ำลึก
ละเอียดยิ่งนั้นย่อจาก 84000 พระธรรมขันธ์แล้วมี 4 อย่าง คือ
1) จิต คือทำจิตให้สะอาดแจ่มใสด้วยการนึกถึงความตายเป็นอริยสัจนึกถึงคุณพระพุทธ คุณพระนิพพาน คุณพระอริยสงฆ์ เป็นการห้ามจิตไม่คิด
วิตกกังวลฟุ้งซ่านเป็นทั้งสมาธิและวิปัสสนาญาณรวมกัน
2) เจตสิก คืออารมณ์จิตทั้งหลายแหล่แส่ส่ายไปทั่วโลก ก็หัดห้ามอารมณ์ใจให้เป็นหนึ่ง คือ มีเมตตาและวางเฉยในเมื่อสุข ๆทุกข์ ๆ เกิดขึ้นให้
มีอารมณ์เดียวเป็นสมาธิมีปัญญาดี
3) รูป คือ จิตที่อยู่ในการเรานั้น อย่าไปหลงรักรูปร่างกายเรา รูปร่างกายเขาหรือทรัพย์สมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญใด ๆ ในโลกเพราะรูปวัตถุ คน สัตว์
เหล่านี้แปรปรวนเสื่อมสลายพังไปไม่มีอะไรเหลือในที่สุด
4) พระนิพพาน ให้ตั้งจิตตั้งใจไว้ว่า ร่างกายที่สกปรกเน่าเหม็นเป็นที่พักอาศัยของจิตชั่วคราว ทั้งรูปทั้งนาม คือ ขันธ์ สลายตายไปเมื่อไร จิตเรามี
จุดหมายปลายทางที่ไป คือ พระนิพพาน
แต่รวมยอดสั้นที่สุดก็คือ จิตเราไม่มีวันตายเป็นอมตะ ไม่สูญสลาย จิตมีจริง พระนิพพานก็เป็นของจริง
รูปร่างกาย เจตสิกอารมณ์ดีชั่วต่าง ๆ เป็นของปลอมไม่ต้องสนใจของปลอมของสมมุติ ให้สนใจของจริง คือ จิตและพระนิพพานเป็นของง่ายที่สุด
ถ้าแยกจิตออกจากายได้ ก็ชื่อว่าผู้นั้นเข้าใจ 84000 พระธรรมขันธ์ผู้ไม่ติดใจขันธ์ 5 ชื่อว่ามีพระไตรปิฎกที่อยู่ในจิต พระธรรมทั้ง 84000
พระธรรมขันธ์ทั้งหมดก็มาลงที่ให้ละทิ้งปล่อยวางขันธ์ 5 เราขันธ์ 5เขาทั้งนั้น
ขอตอบโดยย่อจาก 84000 พระธรรมขันธ์ นั้นให้เหลือเพียง 2 อย่างคือ
1. โลกียธรรม คือ ธรรมที่คนสัตว์อยู่ร่วมกันในโลกอย่างสันติสุข คือ เมตตาให้ทานมีศีล 5 ครบ ถ้าตอบตามแบบพระอภิธรรม คือ รูปร่างกายคน
สัตว์ สิ่งของเป็นของเสื่อมสลาย รวมทั้งเจตสิกอารมณ์ทั้ง 52 ชนิดก็ไม่ถาวรเกิด ๆ ดับ ๆ หายไป ไม่ใช่ของจริง เป็นของชั่วคราวทั้งสิ้นในโลกนี้
2. โลกุตตรธรรม คือ ความจริงที่ยกระดับจิตคนเทพพรหมเป็นพระอริยเจ้าสู่พระนิพพาน ถ้าจะตอบแบบนักอภิธรรม คือ ของจริงแท้มีแต่จิตกับพระนิพพาน
นอกจากจิตและพระนิพพานแล้ว นอกนั้นเป็นของปลอมของสมมุติทั้งสิ้น โลกุตตรธรรม จึงเป็นธรรมะเหนือโลกไม่มีการเวียนเกิดเวียนตาย ไม่สูญสลาย
ไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีอยู่ 2 อย่าง คือ จิตและนิพพานเป็นของจริง ตาเนื้อมองไม่เห็นจิตหรือนิพพาน แต่รู้ได้ด้วยทิพยจักขุญาณคือ จิตเป็นทิพย์
ผู้ที่จะเข้าใจจิตและพระนิพพานได้ถูกต้อง คือ พระอริยเจ้าตั้งแต่ขั้นพระโสดาปฏิมรรคถึงพระอรหัตตผล สำหรับพระโยคาวจร คือ เราท่านผู้ปฏิบัติธรรมที่ฝึกมโนมยิทธิได้โดยพระเมตตาขององค์สมเด็จพระศากยมุนีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโปรดช่วยยกจิตให้เหล่าพุทธบริษัทได้
เข้าอภิวาทกราบแทบพระบาทพระพุทธองค์ได้ง่าย ๆ ได้เข้าใจในสภาวะพระนิพพาน ตามความเป็นจริงจะได้ก้าวหน้า เข้าใจพระธรรมคำสอนบรรลุอริย
มรรคอริยผล ตามองค์พระตถาคตได้ง่ายรวดเร็วว่องไวในชาติปัจจุบันนี้
4. พระไตรปิฎก เรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร (เล่มที่ 22 หน้า 144)
พระพุทธพจน์เรื่อง สัญญาวิโมกข์
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้ตั้งใจดีมีสติระลึกนึกถึงธรรมะ 5 ประการตลอดทุกลมหายใจเข้าออก ทำไว้ในจิตใจให้มาก ๆ ตลอดเวลา มีความรู้ปัญญาชาญ
ฉลาด พิจารณาธรรม 5 ประการนี้ ภิกษุพึงหวังผลได้ 2 อย่าง คือ เป็นพระอรหัตผลในปัจจุบันนี้ แต่ถ้ายังมีความยึดถือในร่างกายเหลืออยู่ ก็พึงหวังผลได้เป็น
พระอนาคามีผล ธรรม 5 ประการ คือ
1. อสุภสัญญา ภิกษุพึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความเหม็นสกปรกน่ารังเกียจน่ากลัวของร่างกายเหมือนซากศพทั้ง ๆที่ยังไม่ตาย จิตจะไม่หลงรักร่างกายเขา
ร่างกายเรา
2. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ภิกษุพึงพิจารณาอาหารก่อนลงมือฉันให้เห็นว่าอาหารทั้งหลายมาจากซากพืชซากศพ ที่มาประกอบเป็นอาหารเป็นของสกปรก
มาจากธาตุดินที่สกปรก จิตจะได้ไม่หลงติดในรสอร่อยของอาหาร
3. สัพพโลเกอภิรัตสัญญา ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่มีความยินดีชอบใจใจรูป รส กลิ่น เสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ เจริญสุขใด ๆ ในโลก ไม่ติดใจในร่างกายเรา
ร่างกายเขา ซึ่งเป็นเพียงที่อาศัยชั่วคราวของจิตเรา ร่างกายตายจิตเราก็ต้องไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ มีบุญก็ไปสวรรค์ มีบาปก็ไปนรกเป็นต้น ภิกษุไม่พึงยึด
มั่นสิ่งใด ๆ ในโลก ไม่มีสิ่งใด ๆ ในโลกนี้น่าอภิรมย์มีแต่ความเสื่อมสลายสูยหายทุกอย่าง
4. อนิจจสัญญา ภิกษุพึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความเปลี่ยนแปลง แปรปรวนไม่คงที่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งร่างกาย อารมณ์ของใจ รวมทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ
เจริญสุข ไม่มีอะไรใด ๆในโลกเป็นที่พึ่งได้จริง เพราะ ผุพังเสื่อมสลายหายไปหมดในที่สุด
5. อนัตตสัญญา ภิกษุพึ่งเป็นผู้มีความคิด ความเห็นพิจารณาดูว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตไม่มีชีวิตเดินทางเข้าไปหาความเสื่อมสลายสูญหาย
ตายจากกัน ไม่มีอะไรหลงเหลือ คงที่ คงทนสักหนึ่งอัน ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มีแต่ความตายตลอดเวลา ตายไปทีละน้อย ๆ ให้มี มรณะสัญญาอยู่ในใจ
จิตของภิกษุทั้งหลายจะค่อย ๆคลายความยึดถือผูกพันในขันธ์ 5 ร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างใด ๆ ในโลก
5. พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 หน้า 14
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือร่างกายขันธ์ 5 รูปกับนาม เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย คือ จิตเลิกละไม่หลงรูปนามร่างกายเสีย
สิ่งอันนั้นคือ ขันธ์ 5 ร่างกายที่จิตเธอละเลิกไม่สนใจกายเรา กายเขาแล้วจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล มีความสุขมากไม่มีความทุกข์อีกต่อไป
คำว่า นิพพาน แปลว่า ดับ
1. ดับจากกิเลสในขณะที่มีชีวิตอยู่
2. ดับขันธ์ 5 รูป-นาม ออกจากจิต คือ แยกจิตสะอาดออกจากกายขันธ์ 5 ที่สกปรก
3. อารมณ์จิตบริสุทธิ์ไม่ได้ดับไปด้วย
พระนิพพานเป็นทิพย์วิเศษกว่าสวรรค์ พรหม พ้นจากอำนาจวัฏฏสงสาร อำนาจกฎของบาปกรรม จิตที่เข้าแดนทิพย์นิพพานมีรัศมีดั่งดวงประทีปแห่งความดี
ดวงไฟยิ่งโชติช่วงชัชวาล มีรูปทิพย์กายทิพย์ในสว่าง จะเปลี่ยนแปลงรูปทิพย์ให้มีรูปลักษณะใหญ่เล็กมากน้อย จะไปไหนได้รวดเร็วว่องไว จะเปลี่ยนรูปทิพย์
กายทิพย์ให้ว่างเปล่าไม่มีรูปลักษณ์ก็ได้ แต่จิตพระนิพพานไม่มีวันตาย วันสูญสลาย มีความสุขสบายตลอดกาล ไม่มีอะไรมารบกวนได้ ดังนั้นพุทธบริษัท ทุกท่านควรหมั่นรำลึกถึงพระนิพพานเพราะทำให้จิตสะอาดปราศจากกิเลสเศร้าหมอง จิตเบิกบาน เพราะจิตมีพระนิพพานอยู่ในจิตใจ
นิพพานนัง ปรมัง สูญญัง แปลว่า พระนิพพานเป็นโลกุตตรธรรมว่างจากกิเลสทั้งสิ้น ว่างจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ว่างจากบาปกรรม กรรมตามไม่ถึง การนึกถึงพระนิพพานเป็นกรรมฐานที่ง่ายทำได้ทุกอิริยาบถ เป็นคุณสมบัติของพระอริยสาวกพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
พระอรหันต์ ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาพ้นทุกข์ จึงควรมีพระนิพพานไว้ในใจตลอดไป ถ้าแม้ตายบุญวาสนาบารมีไม่ถึงพระนิพพานก็เป็นปัจจัยอุปนิสัยในเทวโลก
พรหมโลก ปฏิบัติธรรมยกระดับจิตเข้าสู่แดนทิพย์นิพพานได้โดยง่าย ไม่ต้องมาลำบากลำบน เริ่มต้นเป็นคนดังชาตินี้อีก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระสาวกแต่ละท่านดังนี้
กุลลเถรคาถา ดูก่อนกุลลภิกษุท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่ายไม่สะอาดเป็นของเปื่อยเน่ามีของสกปรกโสโครกไหลเข้าไหลออกอยู่อันหมู่คนพาลพากัน
ชื่นชม ร่างกายเราเป็นฉันใด ซากศพนั้นก็เป็นฉันนั้น
สีหะเถระคาถา ดูก่อนสีหะ ท่านจงอย่าประมาท อย่าเกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน จงหมั่นอบรมกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในจิต จงละความพอใจรักใคร่ในอัตภาพร่างกายที่มีแต่ความเสื่อมสลายเสียโดยเร็วเถิด
เอรกะคาถา ดูก่อนเอรกะ กามคือ ความรักใคร่พอใจในรูปร่างกาย ความลิ้มรสกลิ่นหอม เสียงเพราะ สัมผัสอ่อนนุ่ม มีแต่ความทุกข์ เพราะเป็นของแปร
ปรวนตลอดเวลา กามนี้ไม่ใช่ความสุขจริง ผู้ใดไม่สนใจกาม ผู้นั้นชื่อว่าไม่สนใจทุกข์ จะมีแต่ความสุขจริง
มาลุงกยปุตตเถรคาถา ดูก่อนมาลุงกยปุตต ตัณหาคือความอยากย่อมมีแก่คนสัตว์ผู้ประมาท บุคคลผู้มีจิตตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปใน
ภพน้อยใหญ่ เหมือนลิงอยากได้ผลไม้ย่อมเร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น จงทำตามพระพุทธพจน์ อย่าปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ จงเจริญญาณ อานาปานุสติ
เอาชนะกิเลส เห็นโทษทุกข์ของร่างกายนี้ กำจัดมารความพอใจในความสุขกายทั้งหลาย ผู้ที่ปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่พิจารณาร่างกายเราเขา ตายแล้วย่อมไปแออัดยัดเยียดเศร้าโศกกันในนรก
สิริมัณฑคาถา ดูก่อนสิริมัณฑ โลกถูกมัจจุราชเผาสุม ถูกชรารุมล้อม ถูกศรตัณหาทิ่มแทง ถูกความปรารถนาแผดเผาทุกเมื่อ ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
มีความเดือนร้อนอยู่เป็นนิตย์ เหมือนคนกระทำ ได้รับอาชญาเดือดร้อนอยู่ฉะนั้น
ชรา พยาธิ มรณะ ทั้ง 3 ดุจกองไฟตามเผาไหม้หมู่สัตว์โลกไม่มีกำลังต่อต้าน ไม่มีกำลังจะหนีไปได้ ดังนั้นบุคคลควรใช้เวลาทุกลมหายใจให้เป็นประโยชน์ รีบเร่งพิจารณาโทษของตัณหาร่างกายและเลิกละไม่สนใจโลกร่างกายอีกต่อไป
สัพพกามีเถระ ดูก่อนสัพพกามีเถระ สัตว์สองเท้านี้เป็นสัตว์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นเต็มไปด้วยซากศพพืชสัตว์ต่าง ๆ อยู่ในท้องมีของโสโครกไหลออก
ทั่วร่างกาย
กามคุณทั้ง 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มีปรากฎในรูปร่างกายชายหญิง ย่อมล่อลวงปุถุชนให้ลำบาก เหมือนพรานเนื้อดักเนื้อด้วยเครื่องดักเครื่องล่อฉะนั้น
ปุถุชนใดมีจิตกำหนัดเข้าไปซ่องเสพหญิงนั้น ปุถุชนย่อมติดอยู่ในกรงขังเวียนว่ายตายเกิด ก่อภพก่อชาติขึ้นใหม่เพิ่มอีก ส่วนบุคคลใดงดเว้นไม่ติดพัน
หญิงนั้น บุคคลนั้นมีสติระงับตัณหา เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย สลัดตนจากกามทั้งปวงได้บรรลุความหมดสิ้นกิเลส จิตมีสุขยอดเยี่ยม
ท่านสัพพกามีเถระกล่าวดังนี้ การถือตัวว่า ดีกว่าเขา เลวกว่าเขา ว่าเสมอเขา เราละเลิกแล้ว การถือตัวว่าเป็นเขาเป็นเรานั้นเราตัดขาดแล้ว การถือตัวต่าง ๆ
ทั้งหมดเราตัดขาดแล้ว เพราะได้เห็นองค์พระโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีฤทธิ์รุ่งเรือง บรรลุสันติธรรมอันยอดเยี่ยมไม่ปรารถนาอวดคุณวิเศษ
แก่ใคร ๆ เป็นผู้ฝึกบุรุษให้รู้ธรรมอย่างรวดเร็ว
องคุลีมารคาถา องค์พระสวัสดิโสภาคย์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสหลังจากที่ท่านองคุลีมารซึ่งเคยฆ่าคนถึง 999 คน ได้เข้าบวชเป็นพระสาวกของพระพุทธองค์แล้วได้ปฏิบัติธรรมบรรลุเสวยวิมุติสุขเป็นพระอรหันต์ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ว่าดังนี้
ผู้ใดประมาททำบาปในตอนนั้น ภายหลังเขาไม่ประมาท ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอกบังฉันนั้น บาปกรรมที่เคย
ทำไว้แล้วย่อมถูกปิดกั้นไว้ด้วยบุญกุศล ผู้นั้นย่อมทำให้โลกนี้สว่างไสว
นันทาเถรีคาถา ดูก่อนน้องหญิงนันทา เธอจงพิจารณาอัตภาพร่างกายอันกระดูก 300 ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่ายไม่สะอาดเป็นของเน่าเปื่อย
จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วย อสุภภาวนา
อนึ่ง เธอจงอบรมจิต บรรเทาซึ่งอนุสัย คือ มานะ คือ ยึดมั่นในตัวตน เพราะการละมานะตัวตนว่าดีเสียได้จักเป็นผู้สงบสุข
6. พระไตรปิฎก เรื่อง สัญโญชนปหานสูตร (เล่มที่ 19 หน้า 993)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิที่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอันภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีประโยชน์เพื่อละสังโยชน์ 10 ซึ่งเป็นกิเลสร้อยรักให้จมอยู่
ในการเวียนว่ายตายเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เจริญสมาธิด้วยอานาปานสติ ด้วยการเอาจิตพิจารณาดูลมเข้าลมออกแล้วให้มากนั้นจะทำให้จิตตั้งมั่นแน่วแน่มีปัญญาสละละกิเลส
ย่อมยังวิชชา และวิมุตติความสุขให้บริบูรณ์
ธรรมทาส คือ ธรรมที่พระอริยสาวกกระทำแล้ว มีความเจริญทั้งในโลกนี้โลกหน้า มีพระนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางในเบื้องหน้าคือ
1. เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
2. ประกอบด้วยศีล 5 ครบบริบูรณ์
3. ระลึกนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออกไม่ประมาทในชีวิต
4. มีจุดหมายปลายทางในชีวิต คือ ทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน
ธรรมทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน
7. พระไตรปิฎก เรื่อง อวิชชาสูตร (เล่มที่ 19 หน้า 607)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่รู้ว่าร่างกายขันธ์ 5 โลกนี้ทั้งโลกเป็นทุกข์ ความไม่รู้สาเหตุของทุกข์ คือ จิตเข้าไปติดกับกาย ความไม่รู้วิธีดับทุกข์ ไม่รู้หน
ทางจะให้ความทุกข์หมดไปเรียกว่า มีอวิชชา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ที่เห็นแล้วว่าร่างกายมีแต่ปัญหา มีแต่ทุกข์ร้อน ความรู้ในเหตุแห่งทุกข์คือ ความอยากมีร่างกายดีงามแข็งแรง ร่ำรวย ความรู้ในทางดับทุกข์ด้วยการปล่อยวางสละร่างกายให้คืนไปเป็นธาตุเดิมของธรรมชาติคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ต้องการร่างกายขันธ์ 5 อีกต่อไป เบื่อหน่ายที่
จะมีร่างกายเราเขานี้ เรียกว่า มี วิชชา มีความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น เธอพึงกระทำความเพียรพยายามให้รู้ตามความเป็นจริงว่า รูปร่างกายนี้เป็นเหตุของทุกข์ ดับความอยาก คือ ดับทุกข์ ไม่สนใจ
ร่างกายเป็นนิโรธ มีศีล สมาธิ ปัญญา ดูร่างกายวัตถุทุกอย่างสูญสลายในที่สุดเป็นมรรคผลเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน
8. พระไตรปิฎก เรื่อง สมาธิสูตร (เล่มที่ 17 หน้า 17)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ มีจิตตั้งมั่น พิจารณารูปร่างกายสัตว์สิ่งของ ตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วผุพังเสื่อมสลาย
มีความเกิดความดับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จิตของภิกษุทั้งหลาย ไม่เพลิดเพลินไม่ยินดีไม่ติดใจไม่อยากได้หมดไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ
ภพจึงดับ ภพภาวะการมีการเกิดดับ ชาติการเกิดแต่ละชาติจึงดับ ถ้าไม่มีชาติการเกิด ความทุกข์ทั้งมวลจึงดับ
ภิกษุทั้งหลาย รูปร่างกายที่เป็นอดีต อนาคตไม่คงที่เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือ ไม่มีใครบังคับได้ จะกล่าวไปไยกับรูปกายในปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้ฟัง
ได้เห็นอยู่นี้ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความอาลัยในรูปที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินในรูปปัจจุบัน อนาคต ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อคลายกำหนัด ดับรูปปัจจุบันออกจากจิต
เพราะเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในรูปขันธ์ 5 ปัจจุบัน จิตจึงหลุดพ้นจากกิเลส ย่อมมีญาณรู้ว่าจิตหลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว ภพชาติสิ้นไม่เกิดอีกแล้ว กิจอื่นที่
จะเกิดอีกไม่มีแล้ว
พระธรรมกถึก คือ ผู้ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ไม่พึงกระทบกระทั่งผู้อื่น ไม่กล่าวคุณความดีของตนในที่ชุมชนเพื่อมุ่งลาภผล ไม่มีจิตฟุ้งซ่าน พูดพอประมาณ
มีจริยามารยาทงาม ประพฤตินอบน้อม มีปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นผู้แสดงธรรม เพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากร่างกายเราร่างกายบุคคลอื่น
มีศีล 5 ครบ พึงถึงพระนิพพานไม่ยากเลย
ภิกษุผู้ใดได้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน คือ ภิกษุผู้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในขันธ์ 5 รูปร่างกาย ไม่ยึดถือมั่น
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของตนต่อไป
พระอรหันต์มีความรู้สึกของความทุกข์ ความเจ็บปวด หิว ไม่สบายของร่างกายขันธ์ 5 ทุกอย่าง แต่ท่านมีอารมณ์เดียว คือ อารมณ์รู้แล้วละเลิกไม่เก็บ
เป็นกังวลใจ นิ่ง เฉยในความทุกข์ของร่างกาย รักษาดูแลร่างกาย ไม่ให้ทุกข์ทรมานจนเกินไป จิตปล่อยวางว่างไม่สนใจกาย มีจิตเป็นสุข
รู้ว่ามีกายเป็นชาติสุดท้าย ถ้ากายยังไม่ตายก็มีชีวิตอยู่เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้เข้าใจความจริงของโลกเป็นทุกข์ ความจริงของพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
พระนิพพานเป็นเอกันตบรมสุข มีความสุขอย่างยิ่ง แต่ว่า คนที่จะถึงพระนิพพานได้ ต้องพยายามตัดโลภะ
โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง คิดไตร่ตรองดูให้เห็นว่า ร่างกายไม่มีสาระ แก่นสาร มีแต่โทษเพราะแปรปรวนตลอดเวลา มีความไม่สบายกาย
ไม่สบายใจเป็นทุกข์แล้วแตกสลายตายไปในที่สุด จิตเราบังคับกายไม่ได้เลย มองให้เห็นว่า จิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน กายไม่ใช่จิต จิตก็ไม่ใช่กาย
ถ้าตัดสินใจว่า กายไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา ไม่เป็นของเราเสียได้แล้ว ก็ตัดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกออกจากจิตได้หมดก็ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์
ท่านพระอนุรุทฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระพิชิตมารเพียงเท่านี้ ก็เข้าป่าเจริญสมณธรรมคือ กรรมฐาน ทรงจิตให้เป็นสมาธิดีแล้วก็พิจารณาว่า
ร่างกายขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ผสมกันชั่วขณะเรียกว่า คน แล้วก็เสื่อมทรุดโทรมตายในที่สุด
ยังไม่ตายก็เป็นทุกข์ดูแลทำความสะอาด มีโรคภัยเบียดเบียน ร่างกายนี้เหม็นเน่าไม่มีสาระแก่นสารประโยชน์อันใด มีแต่ความเร่าร้อนหาความ
สุขกายใด ๆ ไม่มี ท่านพิจารณาตามกระแสพระสัจธรรมขององค์พระจอมไตรโลกนาถเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าได้บรรลุเป็นพระอรหัตผล
เป็นพระขีณาสพในพระพุทธศาสนาเป็นเลิศในฌานสมาบัติ
9. จากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามปัญหา และทรงตอบปัญหาเองให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า
1. ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นแดนเกิด
ธรรมทั้งปวงมีความพอใจเป็นต้นเหตุ มีการทำไว้ในใจเป็นแดนเกิด
2. ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นที่รวม มีอะไรเป็นหัวหน้า
ธรรมทั้งปวงมีความรู้สึกสุข ๆทุกข์ ๆ เป็นที่รวม และมีสมาธิเป็นหัวหน้า
3. ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นใหญ่ และมีอะไรเป็นแก่นสาร
ธรรมทั้งปวงมีสติความระลึกนึกถึงเอาไว้เป็นใหญ่ และมีวิมุติความหลุดพ้นจากทุกข์เวียนว่ายตายเกิดเป็นผลดี คือเป็นสุขอย่างยิ่ง
4. ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมีอะไรเป็นที่สิ้นสุดหรือจบลงได้
ธรรมทั้งหมด มีพระนิพพานความสุขยอดเยี่ยมตลอดกาลเป็นที่จบ
10. จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 30 หน้า 21
องค์พระไตรโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอน ท่านกัปปะว่า
ดูก่อนกัปปะ เราจะบอกธรรมเป็นที่พึ่งแก่คนสัตว์ทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อมีกิเลส มีภัยใหญ่ ความป่วย ความชรา
ความตายครอบงำแล้ว ธรรมอันเป็นที่พึ่งแก่ท่าน แก่คนสัตว์ทั้งหลายนั่นคือ นิพพาน อันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาความอยาก
ไม่มีอุปาทาน ความยึดมั่นถือไว้ในจิตใจ พระนิพพานเป็นโลกุตตรธรรม เป็นที่หมดสิ้นไปแห่งชรามัจจุราชนี้นั้น จึงชื่อว่า นิพพานเป็นที่พึ่งของคนสัตว์
พระอรหันต์ขีณาสพเหล่าใด รู้ทั่วถึงนิพพานนั้นแล้ว เป็นผู้มีสติระลึกถึงนิพพานอันเข้าใจแล้ว จิตของพระอรหันต์ขีณาสพ ก็ไม่อยู่ในอำนาจ
ขันธมาร กิเลสมารต่อไป
ท่านอุทยะกราบทูลถาม ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ธัญญวิโมกข์ อรหัตวิโมกข์ คือ ธรรมที่ทำลายอวิชชา
เพื่อจิตบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้นคืออะไร
พระพุทธศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบว่า
ดูก่อน อุทยะ เราขอบอก ธัญญวิโมกข์เป็นเครื่องละ กามฉันทะ โทมนัส บรรเทาความง่วง
ความรำคาญ ธรรมอันนั้นคือ รู้นิ่งเฉย รู้เท่าทันกิเลส มีอุเบกขาในความทุกข์กาย ทุกข์ใจ มีความตรึกตรองในธรรม จิตมีนิพพานเพราะหมดความรัก
ความอยากใด ๆ ในโลก มีสติไม่เพลิดเพลินหรือทุกข์ร้อนในความรู้สึกใดๆ ทำอย่างนี้ไปอยู่เสมอ จิตจึงจะพ้นจากขันธ์ 5 ชื่อ ว่า อรหัตวิโมกข์ หรือ ธัญญวิโมกข์
11. จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 30 หน้า 293
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
อมตะนิพพาน คือ ความสงบจากความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวง ความสละคายคืนกิเลสทั้งปวง ความหมดสิ้นความอยากในโลกทั้งสาม ความคลาย
กำหนัดออกจากเครื่องร้อยรัด
พระนิพพานไม่มีรูป วัตถุ รูปคน ขันธ์ 5 ไม่มีดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ว่ามีอายตนะทิพย์ของนิพพาน ตา หู จมูก ลิ้น
กายนิพพาน จิตนิพพานยังมีอยู่ กายเป็นกายธรรมกายนิพพาน ละเอียดงดงามกว่ากายเทพ กายพรหม มีแสงสว่างไสว กายนิพพานเบายิ่งกว่าลม
อิสระเสรีไปไหน ๆ ได้ทันทีรวดเร็ว ตามี หูมี มือมี เท้ามี แขนมี ขามี มีศีรษะ แต่ขาดอวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ปอด สมอง เลือด อุจจาระ ปัสสาวะไม่มี
ไม่มีระบบประสาท วิญญาณไม่มี ขันธ์ 5 รูปนาม ความรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมานไม่มี กายทิพย์นิพพานจะปรับเปลี่ยนใหญ่เล็กลงได้ แต่จิตนิพพานยัง
คงอยู่เป็นสุขยอดเยี่ยมบรรยายอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจ หรือหมดสิ้นเพราะพระนิพพานมีทุกอย่างที่โลกไม่มี มีความมหัศจรรย์สมปรารถนาทุกประการ
มีความรู้ยิ่งอยากรู้อะไรรู้ได้ทันที นอกจากว่า จิตของท่านผู้นั้นสัมผัสสภาวะพระนิพพานได้
12. จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 หน้า 527
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
พระนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผย มีความเป็นสุขมากกว่าพระราชา และมีความสุขกว่าทิพย์ของสวรรค์ พรหมสมบัติ พระนิพพานมีอยู่ในจิตของ
พระอริยเจ้าทั้งหลาย จิตพระอริยเจ้า ไม่ยึดติดกับร่างกายขันธ์ จิตท่านจึงไม่มีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ไม่มีสังขาร สัญญา วิญญาณ เวทนาเข้า
มาครอบงำ ไม่มีความหวั่นไหว กระวนกระวายเร่าร้อนในร่างกาย ไม่มีมานะยึดมั่นในร่างกายซึ่งเป็นของปลอม
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจบ จิตของพระภิกษุทั้ง 60 รูป เข้าใจในพระธรรม จิตของพระภิกษุสละเลิกยึดติดในร่างกายแล้วหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย
เพราะจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 อีกต่อไป
13. ธรรมะจากพระไตรปิฏก เล่มที่ 25 หน้า 63
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของเทวดาดังนี้
1. อะไรเป็นเพื่อนของคน
ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยเป็นเพื่อนของคน
2. อะไรย่อมปกครองคนนั้น
ปัญญาความรู้ความฉลาดย่อมปกครองคนนั้น
3. อะไรทำให้คนเกิด
ตัณหาความอยากเกิดทำให้คนเกิด
4. อะไรของคนนั้นย่อมวิ่งพล่าน
จิตของคนนั้นย่อมวิ่งพล่านฟุ้งซ่านไปทั่ว
5. อะไรเวียนว่ายในทะเลทุกข์
คนสัตว์เวียนว่ายในทะเลทุกข์
6. อะไรเป็นที่พำนักที่พักของสัตว์นั้น
กรรมเป็นที่พักของคนสัตว์
7. อะไรบัณฑิตกล่าวว่าผิด
ราคะ โทสะ บัณฑิตกล่าวว่าผิด
8. อะไรสิ้นไปตามคืนและวัน
วัน อายุ สิ้นไปตามคืนและวัน
9. อะไรเป็นมลทินของพรหมจรรย์
กามราคะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นมลทินของพรหมจรรย์
10. อะไรมิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง
ความบริสุทธิ์ของศีล สมาธิ ปัญญา ล้างกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน
11. อะไรเป็นมิตรในเรือนตน
บิดามารดาเป็นมิตรในเรือนตน
12. อะไรเป็นมิตรของคนมีธุระ
เพื่อนเป็นมิตรของคนมีธุระ
13. อะไรเป็นมิตรติดตามถึงชาติหน้า
ผลบุญของทานศีลภาวนาติดตามถึงภพหน้า
14. อะไรเป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทั้งหลาย
ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข คนรัก บุตรธิดา เป็นที่ปรารถนาของมนุษย์ทั้งหลาย
15. อะไรเป็นสหายในโลกนี้
ภริยา-สามี เป็นสหายในโลกนี้
16. อะไรเป็นภัยใหญ่ของคนสัตว์ในสงสาร
การมีขันธ์ 5 รูปร่างกาย ขันธ์ 5 เป็นภัยใหญ่ของคนสัตว์ในวัฏฏสงสาร
17. อะไรยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา
ทาน ศีล ยังประโยชน์ให้สำเร็จตราบเท่าชรา
18. อะไรตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้สำเร็จ
จิตตั้งมั่นศรัทธาในพระตถาคตแล้วง่ายต่อการสำเร็จประโยชน์พระนิพพาน
19. อะไรเป็นรัตนะที่พึ่งของคนทั้งหลาย
ความรู้ว่าโลกแปรปรวนเป็นทุกข์สูญสลาย ว่างเปล่าเป็นอนัตตาเป็นรัตนะที่พึ่งของคนทุกคน
20. อะไรหนอย่อมทรุดโทรม
คนสัตว์ วัตถุทุกอย่างในโลกย่อมทรุดโทรม
21. อะไรหนอเป็นอันตรายแก่ธรรม
ความลุ่มหลงในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นอันตรายต่อโลกุตตรธรรม
22. อะไรหนอละได้ยากในโลกนี้
ความอยากได้ในโลกียสมบัติ ความสุขทางกาย ละได้ยากในโลกนี้
23. คนสัตว์เป็นอันมากติดอยู่ในอะไร
ติดอยู่ในความอยาก ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สุขทางร่างกาย
24. อะไรหนอเป็นแสงสว่างในโลก
ปัญญาความรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นสุขจริง เพราะเป็นอนัตตา สูญสลายว่างเปล่า เป็นจิตของพระอริยเจ้า เป็นแสงสว่างในโลก
25. อะไรหนอเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่
สติ- ความระลึกนึกถึงความตาย ตั้งใจมุ่งตรงเพื่อพระนิพพานเป็นเครื่องตื่นอยู่
26. บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จึงเป็นสุข
บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จึงเป็นสุข
29. บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่โศกเ ศร้า
บุคคลฆ่าความหลงในรูปกายเราเขาเสียได้จึงไม่เศร้าโศก
30. แสงสว่างในโลกนี้มีกี่อย่าง
แสงสว่างในโลกนี้มี 4 อย่างคือ
1) แสงสว่างจากดวงอาทิตย์
2) แสงสว่างจากดวงจันทร์
3) แสงสว่างจากดวงไฟ, ไฟฟ้า
4) แสงสว่างจากแสงธรรม นำจิตคนสัตว์เข้านิพพาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญแสงธรรม ประเสริฐ ทำให้โลกอยู่เป็นสุขและเป็นแสงนำทางไปแดนเอกันตบรมสุขตลอดกาล คือ แสงแห่งพระนิพพาน
จิตพระอริยเจ้า จิตพระผู้มีพระภาคเจ้าทุก ๆ พระองค์มีแสงฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ เป็นแสงแห่งพระคุณความดี คือ บุญบารมี มีมากน้อย
แตกต่างกัน เทพเทวดา พรหมก็มีแสงแห่งรัศมีกายทิพย์ มากน้อยจากอานิสงค์ผลบุญที่ปฏิบัติด้วย ทาน ศีล สมาธิ ภาวนา
|