
วัฏฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดใน 3 โลก มีดังนี้
1. เทวโลก พรหมโลก
2. มนุษย์โลก สัตว์เดรัจฉาน
3. นรกโลก สัตว์นรก เปรต อสูรกาย
จิตของคนสัตว์ เทพพรหม ก็อยู่ในความว่าง
ความว่างนั้นก็คือ ว่างจากขันธ์ 5 ของคน ขันธ์ ทิพย์ของเทพพรหม ขันธ์ของสัตว์นรกเป็นขันธ์หยาบกว่าเทพเทวดา เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
จิตของคน คิดดูให้ดี จิตของคนก็อาศัยอยู่ในความว่าง ความว่างนั้นก็คือ ขันธ์ 5 มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร ความคิด วิญญาณ คือ ระบบประสาททั่วร่างกาย ในไม่ช้าร่างกายก็แก่เฒ่าแตกสลาย เป็นความว่างเปล่า สูญสลายหายไป เหลือแต่จิตที่มาอาศัยขันธ์ 5 ไม่สูญสลาย
ถ้าจิตเราเข้าใจรู้เห็นว่า ทุกสิ่งใด ๆ ในโลก กายสัตว์ กายคน กายผี กายเทวดา กายพรหม มีแต่ความว่างเปล่าในที่สุด เพราะมันเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในทางที่สูญสลายล้มหายตายจากกันหมดเป็นอนัตตา หรือ สูญญัตตาแล้ว จิตที่รู้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงก็เป็นจิตนิพพาน คือ หมดจากความยึดติดในสิ่งใด ๆ ใน 3 โลกนั้น ดังที่องค์พระตถาคตเจ้าตรัสสอนท่านพราหมณ์โมฆราชว่า
ท่านจงเป็นคนมีสติระลึกรู้และพิจารณาโลก โดยให้มองดูโลกทั้งหมดเป็นความว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนของเราเสียทุกเมื่อเถิด จิตของท่านโมฆราชจึงจะพ้นบ่วงเวียนว่ายตายเกิดได้ ด้วยอุบายคิดพิจารณาง่าย ๆ แบบนี้
ท่านโมฆราช ได้บรรลุพระอรหัตตผลทันที เพราะท่านมีสมาธิ ปัญญาดี อยู่แล้ว
เวลาที่จะทำความดีในโลกมนุษย์มีเหลืออยู่น้อยมาก ทุกวินาทีมีค่าสำหรับทุกคน ถ้าไม่รีบเร่งทำจิตให้สะอาดเบิกบาน ก็จะหมดโอกาส เพราะ อายุขัยใกล้จะหมด ชีวิตคนเป็นของน้อย 100 ปี ในโลกมนุษย์เท่ากับ 1 วัน ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
คนที่เขาไม่เคารพบูชาพระรัตนตรัยก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่ต้องไปสนใจใครทั้งสิ้น ถ้าเขาเห็นว่าเราดี เขาก็เข้ามาหาเอง ส่วนร่างกาย ทรัพย์สมบัติพัศสถานนั้น เอาไปด้วยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เราไปมัวห่วงใยอะไรกันนักหนา อย่าไปห่วงความดี ความเด่นของตนเอง เราทำเพื่อพระบรมศาสดา เรื่องร่างกายสังขารนั้นเราไม่ต้องไปห่วงมัน ร่างกายมันไม่มีอะไรที่จะทำให้เราดีหรอกลูก มีแต่เสื่อมโทรม สภาพจิตที่เราไม่ติดใจในร่างกายนั่นแหละ มันจะติดตามจิตเราถึงแดนทิพย์นิพพาน ทั้งร่างกาย ขันธ์ 5 สมบัติพัศสถาน ที่ลูกคิดว่าเป็นของลูกนั้น เป็นของสมมุติกันขึ้นมาทั้งนั้น ร่างกายที่ลูกรักเคารพนับถือตามใจมันมากเหลือเกิน ก็เป็นของเน่าเหม็น เปื่อย ๆ มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย
การทำงานพระพุทธศาสนา ถ้าใครเขาไม่เห็นดีด้วยเจ้าก็เมตตาเขาไว้ ช่างเขา เราเมตตาอย่างเดียวพอ ให้คิดว่าเขายังไม่รู้เท่าถึงการณ์ ยังไม่มีบารมีพอที่จะรับธรรมสิ่งตรงนี้ได้ สิ่งที่ลูกทำอยู่นี้ไม่ใช่ของง่ายนะ มาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้าจงทำจิตของเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ใสขาวเป็นเงางามดุจเพชรล้ำค่า ยกจิตออกจากร่างกายไปเฝ้าองค์พระศาสดาที่พระนิพพานตลอดเวลายิ่งดี ลูกทำแบบนี้จิตลูกเหนือกว่าเพชรที่มีค่าอันสูงแล้ว แผ่เมตตาจิต อธิษฐานแผ่ไปกับฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ของพระพุทธเจ้า ไปยังสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก
ขอให้ได้รับบุญกุศลจากเรา เราเมตตาสรรพสัตว์ เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เขารับทุกข์ในนรก ฝากท่านพระยายม ท่านไปกับบางจิตวิญญาณของคนที่ยังรับไม่ได้ และองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านได้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนทั้งหมด เทพยดา อารักษ์ เทพ พรหม ยม ยักษ์ พระอินทร์ นาคา พระเพลิง พระพาย พระพิรุณ พระแม่ธรณี พระแม่คงคา ตลอดจนเทพยดาอารักษ์ปกปักษ์รักษาลูก ขอให้ท่านเสด็จมาเป็นกำลังใจแก่ลูกทุก ๆคนที่ปรารถนาดี ต้องการทำงานเพื่อพระศาสนา ช่วยคนให้เข้าถึงธรรมและมีความประสงค์ที่จะไปสู่ที่ปรารถนาของลูก คือ แดนทิพย์พระนิพพานด้วยกันทุกคน
เวลานี้โลกมนุษย์วุ่นวายมากที่สุด พระสงฆ์ก็ทำไม่ดี ทำให้ประชาชนไม่เลื่อมใส เอาผ้าจีวรสัญลักษณ์ของพระอรหันต์มาไปใส่ แต่จิตใจเลวทรามยิ่งกว่าสัตว์ องค์พระตถาคตท่านทราบสัมผัสจิตทุกคนที่เป็นพระ การที่ลูกมากราบทูลขอพรให้ได้ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามาก ๆ นั้น ลูกต้องเอาไปปฏิบัติเอาเอง สิ่งใดก็แล้วแต่ลูกต้องทำเอาเอง ทำจิตเยือกเย็นด้วยเมตตา มีศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งก็มีอยู่ครบในจิตใจของลูก อารมณ์ไม่ดีตัดออกไป ด้วยการนึกเอาพระพุทธเจ้ามาไว้ในจิต เราไม่ต้องทะเยอทะยานเหนือกว่าใคร เราทำเพื่อประชาชนทั่วไป ทำจิตให้มั่นคง ไม่วอกแวกมั่นคงในจิตพุทธ จิตของพุทธะที่มีอยู่แล้ว แต่ดั้งเดิมก่อนมาวนเวียนว่ายตายเกิด เป็นบารมีเต็มของเรา คือ ความตั้งใจที่จะก้าวไป ข้างหน้าในสภาวะที่ไม่มี เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ อมตะทิพย์นิพพาน สิ่งใดที่องค์พระตถาคตเจ้าทำเอาไว้ให้ ขอให้ลูก ๆ พุทธบุตรทุกคนได้รับสิ่งปรารถนาตามที่พระพุทธองค์ท่านสำเร็จในธรรมะใด ก็ขอให้เป็นความสำเร็จของลูก ๆ ทุกคน
โลกนี้น่าอยู่นักหรือ ?
ถามตัวเองดูทุกวัน ความจริงโลกไม่ได้วุ่นวาย มันเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ ถ้าจะให้โลกหยุดวุ่นวายก็ต้องทำจิตของเราให้นิ่ง ๆ ไม่ส่ายไปกับโลกภายนอกจิตตนเอง คือ หยุดจิตไม่ให้วุ่นวายไปตามโลก
พระอริยเจ้า พระอรหันต์เจ้า ท่านต้องพิจารณาไตรลักษณ์อยู่เสมอ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เปลี่ยนแปลง มีปัญหาให้ซ่อมแซมแก้ไข แล้วก็แตกสลายหมด จะบังคับก็ไม่ได้ ดูที่ตัวเราเองในความตาย มีอยู่ทุกขณะทั้ง กายและอารมณ์ใจ ในที่สุดก็ไม่มีใครหลงเหลือ เกิดมาเท่าไร ก็ตายหมดเท่านั้น จิตจะเลิกยึดติดกับร่างกายที่แตกสลายตลอดเวลา จิตจะแช่มชื่นเบิกบาน เพราะจิตไม่ได้ตายไปด้วย
ก่อนพูด ก่อนทำควรใช้สตไตร่ตรองให้ดี อย่าได้พูดเตือนภิกษุ จะดี จะดีชั่วช่างเขา ดูจิตของเราเองเป็นดีที่สุด พระมีหน้าที่ตักเตือนกันเอง เราเป็นคนก็ให้ดูทุกคนในโลกตามความเป็นจริง คือ เห็น คน สัตว์ สกปรก แปรปรวน สูญสลาย เป็นไตรลักษณ์ ถ้าสมมุติว่าสงฆ์ที่ถูกเราเตือน ท่านโกรธเรา ท่านก็จะบาปหนัก ถ้าเรามัวแต่ดูจิตคนผู้อื่นว่า เขาสูงเขาต่ำกว่าเรา จิตเราจะมีตัวมานะจริง ๆ แล้ว จิตของคน สัตว์ เทพพรหม อยู่ในความว่าง สุริยจักรวาล นรก สวรรค์โลก พรหมก็เป็นจิตที่ว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทาน อกุศลกรรมมาก่อน มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองมาแปดเปื้อน ตอนที่มามีกายสังขาร มีทิพย์สังขารของการเป็นเทวดา พรหม ก็ลุ่มหลงกันไป โดยความไม่รู้จริง นึกว่าเป็นอัตตา คือ นึกว่าเป็นตัวตนจริง อย่างนี้ผิด เป็นความหลง
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
เห็นธรรม หมายความว่ามองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างใด ๆ ในโลกก็ให้รู้ว่า สักแต่ว่าเห็น เป็นแต่สิ่งสมมุติรูปลักษณ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เราเขา ไม่มีในตัวเขาตัวเรา จิตไม่ใช่กาย กายก็ไม่ใช่ของจิต ถึงแม้ว่ามีร่างกายก็เหมือนกับว่าไม่มี เพราะไม่ช้า คน สัตว์ ก็ต้องตายสูญเปล่าสลายไปสิ้น
เห็นเรา คือ เห็นพระพุทธเจ้าอยู่ในจิตของเรา เห็นจิตเราว่าเป็นจิตว่างจาก โลภ โกรธ หลง จิตไม่มีอุปาทาน ไม่มีตัณหา ความอยาก เห็นจิตเดิมแท้ของเราว่าเป็นจิตสะอาดสดใสชื่นบาน อิสระเสรีจาการยึดติดในกายสกปรก แปรปรวนสูญสลาย จิตมีอิสระภาพ กลายเป็นจิตของพุทธะ เป็นจิตประภัสสร เป็นจิตพระนิพพาน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตาย
รูป คือ สิ่งที่จับต้องได้ ตามองเห็นได้ คือ ผม ขน เล็บ เนื้อ กระดูก ฟัน หนัง ม้าม ตับ ไต ปอด
นาม คือ สิ่งที่มือจับต้องไม่ได้ นั่นได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ ระบบประสาททุกส่วนในร่างกาย เวทนา ก็คือ ความรู้สึกดี ชั่ว ความรู้สึก สุข ๆ ทุกข์ ๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ คือ เฉย ๆ
ของเหล่านี้ เที่ยงแท้แน่นอน มีอยู่ตลอดไปหรือไม่ เมื่อมันไม่คงที่แน่นอน เจ้าไม่ควรตามดูมันให้เสียเวลา เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เอาจิตไปสนใจสิ่งเหล่านี้ในตัวเรา ตัวเขา จะเกิดคุณประโยชน์อันใดเล่า ถ้าจะตามดูมัน ก็ให้พิจารณาให้เห็นเป็นอนิจจัง แปรปรวน สัญญา ความจำ สังขาร ความคิดปรุงแต่ง วิญญาณ โสตประสาท พร้อมกับร่างกาย รวมกัน เรียกว่า ขันธ์ 5 ให้มองร่างกายเป็นซากเน่าศพเดินได้ พูดได้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้สูยสลายในที่สุด
อนัตตา ก็คือ ตาย ตายจากอะไร ? ตายจากกองขันธ์ 5 คือ ขันธ์ 5 มันตายไป เมื่อธาตุลมคือ ลมหายใจหมด ธาตุไฟก็ดับ เมื่อธาตุไฟมันดับ ธาตุน้ำก็ละลาย เมื่อธาตุดินถูกธาตุน้ำละลายก็กลายเป็นดินที่เปื่อยเน่า ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เหม็นยิ่งกว่าซากศพใด ๆ ในโลกเสียอีก เจ้าคิดหรือว่า ร่างกายเป็นของสะอาด หากเจ้าคิดเช่นนี้ พ่อบอกเจ้าได้ว่าเจ้ามีจิตเป็นมิจฉา จิตคิดผิดเป็นอวิชชา ความไม่รู้ของจริงปิดกั้นจิตลูกไว้
กายนี้ตั้งแต่แรกเกิดไม่เคยมีความสะอาดเลย แม้แต่เพียงหลังจากที่พวกเจ้าชำระล้างร่างกายด้วยสารเคมีที่คิดค้นประดิษฐ์กันมาก็หาได้สะอาดแท้จริงไม่ แม้พวกเจ้าออกจากห้องน้ำมาไม่ถึง 1 นาที มันก็สกปรกแล้ว เพราะอะไรเล่า ? เพราะเชื้อรา เชื้อโรค แบคทีเรีย ในอากาศก็มากมี พวกเจ้าออกจากห้องน้ำมามันก็เกาะติดตัวเจ้าเสียแล้ว แต่เจ้ามองไม่เห็นมันเท่านั้นเอง อีกอย่างในกายเจ้ามี น้ำเลือด น้ำหนอง มันข้น อาหารเก่า อาหารใหม่ ตับ ไต ไส้พุง เจ้าล้วนเป็นของเหม็น คิดดู ลมจากท้องจากทวารหนักก็ดี ออกมาแล้วหอมหรือเหม็นล่ะ มันเหม็นใช่ไหม เมื่อมันเหม็นก็พึงพิจารณารู้ได้ว่า ของในร่างกายสกปรกสิ้นดี เมื่อมันสกปรก เจ้ายังจะเอามันอยู่รึ ถ้าหากพวกเจ้ายังอยากเอาร่างกายที่เหม็นสกปรกนี้ ชื่อว่า พวกเจ้าปรารถนาทุกข์ เข้าใจหรือ ไม่
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดสั่งสอนเวไนยและจิตของท่านผู้มีบารมีสูง คือ เทพ พรหม และคนมีบุญมานับหลายพันปี ทางสวรรค์พรหม ที่มีบุญบารมี บ้างก็ฟังแล้วถึงธรรมแล้วก็มี บ้างก็ยังสงสัยคลางแคลงและลังเล บ้างก็ไม่ถึงวาระ บุญเก่า บุญใหม่ ยังไม่บรรจบ องค์พระผู้มีพระภาคหวังว่า เมื่อใดที่พระธรรมคำสอนของพระตถาคตเผยแพร่ออกไป พวกเราชาวพุทธจะปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมชั้นต้นได้ดี คือ เข้าถึงพระโสดาบัน
ขอให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าสู่สายธรรม กอดคอกันช่วยเหลือกันไป
ทุกข์เกิดจากอะไร ทุกข์เกิดจากตัณหา ความอยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอ่อนนุ่ม เมื่อเจ้ามีความอยาก เจ้ายังต้องการมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวัฏฏสงสาร น่ากลัวไหม ?
เจ้าเจ็บ เจ้าทุกข์ไหม ? เจ้าแก่ เจ้าไม่สบายใจไหม เมื่อจะตายเจ้าก็ทุกข์แสนสาหัสจากกัน พวกเจ้าอยากเกิด อยากเจ็บ อยากแก่ อยากตายอยู่อีกไหม หากเจ้ายังอยากมีร่างกายแบบนี้อีก องค์พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะไม่มาสอนให้เสียเวลาพระองค์ท่าน หากเจ้ามีจิตคิดจะหลุดพ้นจากเทวฑูต เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้ง 4 องค์ สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสสอนให้พิจารณาดู สังเกตหรือวิจัยตรวจตราดูร่างกายให้เห็นเป็นของเน่า สกปรก แปรปรวน ไม่ทรงตัวอยู่เสมอ ทุกเวลา เป็นการตรวจย้ำจิตตนเองไม่ให้หลงรักร่างกายตนเองอีกต่อไป
แล้วรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 ให้บริสุทธิ์ เอาจิตใจเราจับพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา เคารพพระรัตนตรัยอย่างจริงแท้ เมื่อทำได้ พวกเหล่าพุทธบริษัทคือลูกของพระพุทธองค์ทั้งหมด ก็จะทำให้องค์สมเด็จพระตถาคตหมดภาระและโมทนาสาธุ และพระพุทธองค์ทรงหวังว่าต่อไปวันหน้า พุทธบุตร คือ พวกเราจะเป็นกำลังสำคัญอันดีต่อพระพุทธศาสนาต่อไปจนครบ 5000 ปี ขอให้พุทธบริษัทบำเพ็ญธรรมให้ดี เมื่อสนุกก็ขอให้รีบเร่งรู้ พิจารณา กาย เมื่อทุกข์ยากลำบากใจก็ให้รู้พิจารณาร่างกาย สุข ทุกข์ คือ ธรรมดาในโลก พุทธบริษัทควรปล่อยวางในกายขันธ์ 5 แล้วลูกจะเข้าใจเอง หากเข้าใจแล้วไม่ยาก ก็แค่ตัดร่างกายตัวเดียว
องค์สมเด็จพระชินสีห์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรัก เมตตา เป็นห่วงพุทธบริษัททุกท่านเสมือนลูกของพระองค์ท่านเอง องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเตือนไม่ให้ประชาชนเบียดเบียนเลือดเนื้อชีวิตสัตว์อื่นเอามาเป็นอาหาร ฆ่าสัตว์จะเป็นบาป มีนรกเป็นที่ไป หากพวกพุทธบริษัทกินเจได้ก็เป็นกำลังเมตตาธรรม ทำให้ก้าวหน้าในพระธรรม ซึ่งองค์พระตถาคตกำลังรอคอยพวกพุทธบุตรของพระองค์ท่านอยู่ที่ประตูพระนิพพานตลอดเวลา เพียงแต่ขอให้พุทธบริษัททั้ง 4 มีภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา รีบเร่ง บำเพ็ญธรรม เดินทางเข้าสู่อริมรรค อริยผลชั้นต้นไม่ยากเลย เด็กทำได้ ผู้ใหญ่ทำดี ผู้ใหญ่คบกิเลส ขันธ์ 5 มานาน แต่ก็มีกำลังใจดี เข้มแข็งกว่าเด็ก บารมี 10 ให้กระทำบำเพ็ญ ปัญญาบารมีเป็นสิ่งสูง ทานบารมีจะตามมา
ถ้ามีปัญญาเห็นอานิสงส์ของทานบารมี เมื่อมีทาน ปัญญามันก็เกิดเมตตา มันก็มีอีกทั้ง 10 บารมีก็ตามกันมาเอง ถ้ามีบารมีตัวใดตัวหนึ่ง ตัวอื่น ๆ ทั้ง 9 บารมีก็เพิ่มขึ้นมา ก็ตามกันมาเอง ดังนั้นขอให้เร่งบำเพ็ญธรรมพิจารณาร่างกายเป็นของเน่าเหม็น อย่าคิดว่ายังอยู่อีกนาน ทุกคนมีความตายแน่นอน ไม่มีใครกำหนดรู้วันตายว่าจะตายได้เมื่อไร ตราบใดที่จิตของพุทธบริษัทยังไม่เป็นวิมุตติ ยังไม่หลุดพ้นจากขันธ์ 5 ก็ยังต้องเวียนเกิดเวียนตาย ทุกข์มรมานอย่างนี้
บางคนก็ปฏิบัติดี องค์พระบรมสุคต คอยสอดส่องดูพุทธบุตรทุกคนอย่างเป็นห่วงเป็นใย บางคนก็ปฏิบัติไม่ดี บ้างก็ประพฤติไม่ตรงตามพระธรรมคำสอนเพี้ยนไปตีความหมายคำสอนผิดก็มีมาก คิดว่าตนเองเป็นปราชญ์ นักปราชญ์ทางโลก หลงทางไปนรกก็มีมาก ทั้งคน ทั้งสมมุตสงฆ์ บางคนก็มาลองภูมิปัญญาก็มีมาก ทุกคนมีสิทธิสงสัย แต่ในความสงสัยนั้นควรคิดก่อนแล้วจึงสงสัย
คำสอนนี้ไม่จำเป็นต้องกล่อมเกลา เขียนก็เขียนไปเลย เพิ่มเติมได้แต่ต้องถูกต้องตามหลัก ตามทำนองคลองธรรม ถูกตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้เจาะจงสอนใครโดยเฉพาะ แต่เป็นพุทธประสงค์จะให้พุทธบริษัทถ้วนทั่วไปได้อ่าน ได้คิดพิจารณา เพื่อให้ประชาชนได้เดินเข้าสู่อริยมรรค อริยผล ไม่ว่าชนชาติไหน ศาสนาไหน พระองค์ท่านทรงรักเป็นห่วงใยเท่ากันหมด
กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ อนุสสติเป็นสิ่งสำคัญ ให้ตามระลึกถึงไว้อย่างสม่ำเสมอ
1. กายคตานุสสติ มองเข้าไปให้มาก ดูร่างกายคนสะอาด น่ารักตรงไหน มีแต่สกปรก เป็นทุกข์เป็นโทษ
2. ควบกับอสุภกรรรมฐานให้ดี กายนี้ยังไม่ตายก็เหม็นเน่าเหมือนซากศพหรือส้วมเคลื่อนที่
3. จับอานาปานุสสติกรรมฐานให้ยิ่งแล้ว เอาจิตจับลมหายใจเข้าออก ระงับความฟุ้งซ่าน วิตกกังวล
4. เจริญมรณานุสสติกรรมฐานเข้าไป คนเกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น
ตัวนี้แหละพวกลูก ๆ พุทธบริษัท ทำได้จนเป็นฌานก็คือ อารมณ์ชินนั่นเอง มันก็ย่อมถึงความเป็นอริยมรรค อริยผลได้เร็วขึ้นแน่นอน
ขอให้ลูกเหล่าพุทธบริษัท จงเจริญในธรรมที่พระตถาคตเจ้าทรงถึงแล้วยิ่ง ๆ ขึ้นไปเทอญ.