จุดมุ่งหมายของการฝึกมโนมยิทธิ เพื่อให้นักปฏิบัติทุกท่าน พิสูจน์พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า นรก สวรรค์ พรหม นั้นมีจริงหรือไม่ พระนิพพานสูญจริงหรือ เป็นการปฏิบัติทางลัดให้เข้าสู่พระนิพพานได้โดยเร็วขึ้น ไม่ใช่ฝึกเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อเป็นการโอ้อวดบุคคลอื่น เพื่อไปเป็นหมอดูให้ชาวบ้าน จุดประสงค์ให้ทุกท่านตัดกิเลสเป็นสมุดเฉทปหาน โดนเริ่มเป็นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ นักปฏิบัติทุกท่านควรศึกษาสังโยชน์ 10 และบารมี 10 ให้เข้าใจ และอารมณ์ของพระอริยเจ้าตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงปลาย ฉะนั้นนักปฏิบัติเมื่อได้แล้ว ควรฝึกผลให้ชำนาญทุกอิริยาบถ โดยกำหนดจิตของตนไปเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระชินวรอยู่ประจำ
ข้อสังเกต การฝึกมโนมยิทธินี้ เท่าที่มีการปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา ผู้ปฏิบัติรู้สึกไปได้ง่ายมาก (โดยอาศัยความเพียรพอดี และความเข้าใจ) แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็สามารถปฏิบัติได้
การวางอารมณ์ขณะเวลาปลอดเสียง

1) ตัดความกังวลห่วงใยใด ๆ ทั้งหลายให้หมดสิ้น และตั้งจิตแผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งปวง ตั้งจิตไว้ว่า เราจะไม่เป็นศัตรูกับใคร มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย รักสุข เกลียดทุกข์เหมือนกัน
2) กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก พร้อมทั้งพิจารณาว่าเราเกิดมาเพื่อตาย ร่างกายมันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายนี้เป็นของสกปรก ไม่เที่ยง เป็นปัจจัยของความทุกข์ทั้งหลาย และเสื่อมสลายไปในที่สุด ดินแดนที่มีความสุขอมตะ คือ พระนิพพาน ให้จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์
3) เมื่อพิจารณาจิตสบายแล้ว ก็ใช้คำภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ พร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก เวลาหายใจเข้าว่า นะ มะ เวลาหายใจออกว่า พะ ธะ ภาวนาแบบสบาย ๆ อย่าบังคับให้ช้าหรือเร็วเกินไป (เมื่อรู้สึกอึดอัด ให้หายใจเข้าออก ช้า ๆ 3-4 ครั้ง ก็จะหายเอง )
เมื่อหมดเวลาปลอดเสียงแล้ว ถ้าครูเข้าไปแนะนำ ขอให้นักปฏิบัติหยุดคำภาวนา วางอารมณ์เบา ๆ แบบสบาย ๆ อย่าปักอารมณ์สมาธิให้แน่นจะเสียผล ตั้งใจฟังคำแนะนำและปฏิบัติโดยพิจารณาตามไปด้วยทันที (ตั้งใจพิจารณาให้เห็นด้วยปัญญา) เมื่อจิตสามารถเคลื่อนตัวได้แล้ว การตอบคำถามให้ตอบตามความรู้สึกสัมผัสทางจิตก่อน มิใช่เอาตาไปเห็น หรือเอาหูไปฟังเสียง ถ้าครูถามว่ามีความรู้สึกว่าเห็นอะไร ความรู้สึกของจิตแรกว่าอย่างไรให้ตอบอย่างนั้นทันที อย่าไปลังเลสงสัย ถ้ามีอารมณ์ไม่แน่นอนมาขวางอยู่ ท่านบอกว่าเป็นอารมณ์เลว กั้นความดี นักปฏิบัติควรศึกษาให้เข้าใจและตัดอารมณ์สงสัยให้หมดไป ขณะฝึกจิตมีสมาธิอารมณ์ จิตย่อมเป็นทิพย์ เป็นการสัมผัสจริง ไม่ใช่เกิดจากการนึกคิดของเราที่สร้างขึ้น ขณะฝึกตอบผิดหรือถูกต้องไม่สำคัญ ขณะฝึกขอให้มีความมั่นใจในตนเอง ถือแบบปฏิบัติแบบโง่ ๆ ไปก่อน ถ้าครูถามว่า รู้สึกเห็นเป็นสีอะไร ความรู้สึกแรกบอกสีขาว เราก็ตอบว่าสีขาวทันที อย่าใช้อารมณ์ที่สองหรือคิดต่อจะเกิดอุปาทาน ข้อนี้ท่านนักปฏิบัติควรศึกษาให้เข้าใจ และควรระวังไว้ให้มาก เริ่มต้นฝึกไปแบบมืด ๆ แบบตาบอดคลำช้างไปก่อน เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ และชำนาญขึ้น ก็สามารถจะสัมผัสความเป็นทิพย์ได้ชัดเจนเหมือนตาเห็น (สภาพเห็นของจิตมีวงจำกัดมาก ฉะนั้นจึงต้องขออาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสมอ)
ข้อควรปฏิบัติในเวลาปรกติ สำหรับท่านที่ปฏิบัติได้แล้วควรรักษาไว้ให้ดีขึ้น หรืออย่างน้อยก็ให้ทรงตัว โดยจำอารมณ์ตอนขณะฝึกได้ครั้งแรก ๆ และท่านที่ใช้กำลังฝึกปฏิบัติอยู่ ควรสำรวจตัวเองเสมอ ว่าเราบกพร่องในข้อไหน ในด้าน ศีล สมาธิ ปัญญา (สำหรับท่านที่มาปฏิบัติใหม่ หัวข้อธรรมบางข้ออาจยังไม่เข้าใจ ให้ศึกษารายละเอียดได้จากหนังสือ คู่มือ ปฏิบัติพระกรรมฐาน )ควรระวังอารมณ์ของนิวรณ์ 5 ความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง รสสัมผัส ระหว่างเพศ ความโกรธ ความพยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน อารมณ์สงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง 5 อย่างนี้ขณะปฏิบัติให้ละโดยเด็ดขาด และในเวลาปรกติ ระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน ควรกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก และคำภาวนา นะ มะ พะ ธะ สลับกับการพิจารณาร่างกายให้จิตสะอาดแล้วไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้าที่แดนพระนิพพาน ทำเสมอ ๆ หัดทำให้คล่องทุกอิริยาบถได้ยิ่งดี เพราะหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ท่านแนะนำว่า การที่เราจะเคลื่อนจิตไปได้นั้น ต้องอาศัยกำลังของสมาธิ การมี่เราจะเห็นภาพได้ชัดเจนต้องอาศัยวิปัสสนาญาณ นักปฏิบัติทุกท่านที่ต้องการ ให้ได้ผลดี ต้องรักษาศีล สมาธิ ปัญญา ให้ทรงตัวในระดับเดียวกันจึงจะได้ผลเต็มที่

 

 

 

 

กลับสู่หน้าแรก