คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

          

คุณพ่อ คุณแม่ ของดิฉันคือ
คุณพ่อกมล สุทธจิต (ตายเมื่ออายุ 81 ปี พ.ศ. 2530)
คุณแม่บัวผัน สุทธจิต (ตายเมื่ออายุ 82 ปี พ.ศ . 2535)
ดิฉันมีพี่น้อง 9 คนดังนี้
1. นางมุกดา ฐิตะสุต สามีคือ น.พ. ประยุทธ ฐิตะสุต
2. นายมานิต สุทธจิต ภรรยาคือ นางรัชนีกร สุทธจิต
3. นางมณเฑียร ยาสมุทร สามีคือ น.พ. สมหมาย ยาสมุทร
4. นายมานพ สุทธจิต ภรรยาคือ นางสงวนศรี สุทธจิต
5. ดร. ไมตรี สุทธจิต ภรรยา คือ นางศิริวรรณ สุทธจิต
6. นางมณฑา สุทธจิต สามี คือ ดร. ปริมณฑ์ กาญจนัษฐิติ
7. นางเกษร สุทธจิต สามีคือ น.พ. บุญมี จันทร์ประภาพ
8. นายเกษม สุทธจิต ภรรยาคือ นางขันทอง สุทธจิต
9. นายกุศล สุทธจิต


            คุณพ่อกมลเป็นครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล คุณแม่บัวผันเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูกด้วยความเหนื่อยยากเพราะรายได้น้อย แต่ลูกทุกคนเป็นคนดี เรียนหนังสือจนจบมีฐานะ มีความรู้ เลี้ยงตัวเองและดูแลเลี้ยงตอบแทนพระคุณของคุณพ่อคุณแม่ท่านทั้งสองจนถึงวาระร่างกายแตกสลายเป็นเถ้าถ่านไป แต่ดวงจิตของทั้งสองท่านก็ได้ไปเสวยสุขจากบุญกุศลที่ท่านได้กระทำและสั่งสอนลูก ๆ ให้มั่นคงได้
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้มีเมตตา ทำบุญแก่พระภิกษุสงฆ์ ทำทานแก่ผู้ยากจน รักษาศีล 5 ให้ครบ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่แย่งคนรักของผู้อื่น ไม่ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ และทางเพศ ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบคาย ไม่ติฉินนินทาชาวบ้าน เขาจะดีหรือชั่วก็เป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราก็คือทำจิตให้สบาย กำจัดความโลภ โกรธ หลง ด้วยการดูลมหายใจเข้าออก ระลึกถึง พุท-โธ ซึ่งคือพระนามขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร พระพุทธเจ้าทุก ๆพระองค์ จิตเราก็จะเป็นจิต พุท-ธะ คือ จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ข้อสำคัญคือข้อ 5 ไม่ดื่มสุราเมรัย ของมึนเมา อันได้แก่ ยาฝิ่น ยาบ้า ยาม้า ยาระงับประสาท เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้สมองไม่สดชื่นแจ่มใส เป็นความลุ่มหลงในของมีพิษ จิตเศร้าหมอง ตายแล้วต้องไปหมกไหม้ ทุกข์ทรมานในนรก
ขอย้อนมากล่าวถึงชีวิตในวัยเด็กของดิฉัน ขณะที่มีอายุ 7 ขวบ ชอบเล่นกับเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าตนเอง ด้วยความเอ็นดู สงสาร ชอบมองพิจารณาชาวบ้านนอก ที่หาเช้ากินค่ำ แล้วก็มาคิดว่า ทำไมเขาถึงมีความเป็นอยู่ลำบกยากแค้นอย่างนั้นหนอ ขณะที่อยู่ชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนประชาบาลสันทรายน้อย ไปพูดปาฐกถาที่วัดสวนดอก เรื่อง วันวิสาขบูชา กับเด็กนักเรียนทั่วจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลที่ 1 เรียนจบโรงเรียนดาราวิทยาลัยและปรินส์รอยอแยลวิทยาลัย ได้รับคำสั่งสอนเรื่องพระเยซูคริสต์เจ้าทุกวัน ก่อนเข้าห้องเรียนหนังสือ ดิฉันก็เคารพรักท่านเพราะท่านมีเมตตาต่อคน แต่คำสอนของท่านดูง่ายมากเกินไป คือให้เชื่อพระองค์อย่างเดียว ก็ขึ้นสวรรค์ ดิฉันคิดว่า คนเราต้องชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใสจากสิ่งเศร้าหมอง คือความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความลุ่มหลง ความรักตน รักผู้อื่น ก็เป็นทุกข์ใจ ความหลงผิดคิดว่าตนเองดี วิเศษ ลาภยศสรรเสริญ เงินทองนี้เป็นความสุข หลงในรูปกายเขากายเรา ทรัพย์สมบัติอย่างนี้เป็นของไม่ดี
 ดิฉันเริ่มค้นคว้าศึกษาหาความรู้ พระพุทธเจ้าสอนท่านอะไร ทำอย่างไรจะพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดได้ หาหนังสืออ่านก็ต้องเวียนหัวปวดหัว ไปอ่านพบหนังสือตายแล้วสูญ ชาติก่อน ชาติหน้าไม่มี นรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มี เป็นของคนโบราณหลอกเด็กให้กลัวบาป ดิฉันเริ่มครุ่นคิด ทั้ง ๆที่อยู่ในวัย 16 - 19 ปี ไม่ได้มองโลกในแง่สวยงาม แต่มองในด้านความเป็นจริง มีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้คนวุ่นวาย ไปตลอด ออกหาอาหารแต่เช้าไปทำงานหาเงิน ดิฉันคิดว่าจะต้องมีโลกทิพย์ที่ดี ที่ตามองไม่เห็น ที่คนเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ ในระยะที่เพื่อน ๆ เขาเริ่มสนใจเพศตรงข้าม มีแฟน มีคู้รัก ดิฉันเริ่มกลัวว่าจะมีผู้ชายมาสนใจในตัวดิฉัน จึงได้อธิษฐานขอคุณพระช่วยปัดเป่า อย่าได้มีผู้ชายคนไหนมายุ่งกับชีวิตดิฉัน แต่ในที่สุดก็มีจนได้ ตามธรรมดาหนีโลกไม่พ้น โชคดีที่เขาก็เลิกราไปเอง ดิฉันตัดสินใจเข้าเรียนพยาบาล เพราะต้องการช่วยเหลือคนเจ็บป่วยที่มีความทุกข์ทรมานทางกาย
2-3 ปีแรก ดิฉันทำงานกับผู้ป่วย ดิฉันทำงานกับผู้ป่วยด้วยความสุขใจ ชอบให้เขามีเป็นสุข ต่อมาฉลาดมากขึ้น จึงได้ว่าเนื้อแท้ของชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะหายสบายกลับบ้าน แต่เขาก็ยังเป็นทุกข์ในชีวิตของตนเอง ครอบครัว ด้วยปัญหาสารพัด ปัญหาการเงิน ปัญหาความขัดแย้งในลูก ภรรยา สามี พ่อแม่ พี่น้อง วุ่นวายไปหมด ความปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์ จากนั้นดิฉันก็เริ่มสนใจทางจิตใจ พบว่า จิตใจสำคัญกว่ากาย ควรรักษาทางจิตก่อน ทางกายก็จะเป็นของง่าย เป็นของหยาบ เป็นจิตที่สะอาด สดใส สามารถเอาชนะโรคภัยทางกายได้ ร่างกายก็แข็งแรง ถ้าจิตดีงาม สะอาดด้วยคุณธรรม ดิฉันสนใจจะทำงานกับผู้ป่วยโรคจิต แต่พิจารณาดูแล้วก็หมดกำลังใจ ผู้ป่วยโรคจิตคือผู้ป่วยทางระบบประสาทในสมอง ซึ่งหลั่งสารเคมีออกมามากน้อย ไม่สมดุล ทำให้การพูด การทำ การคิด ผิดปกติ เรียกกันว่า โรคจิต ซึ่งควรเรียกว่า โรคประสาทมากกว่า
โรคจิตนั้น น่าจะกล่าวได้ว่าทุกคนที่ไม่ใช่พระอริยเจ้าเป็นโรคจิต โรคจิตคือจิตที่ สกปรก เต็มไปด้วยฝุ่นละออง กิเลส 108 ชนิด มีตัวใหญ่ ๆ ได้แก่ โลภ โกรธ หลง มีความรู้ผิด คิดว่าโลกนี้สวยสดงดงาม รู้ผิดคิดว่าตายแล้วสูญ มีอุปาทานคิดว่า ร่างกายนี้เป็นของเราจริง อุปาทานว่าผู้นั้นผู้นี้เป็นคนรัก เป็นลูก เป็นภรรยา เป็นสามี อุปาทานว่าเรามียศ มีศักดิ์ศรี มีฐานะดีกว่าคนอื่น ๆ จะต้องเคารพนบนอบ ต้องใช้สรรพนามให้ถูกต้อง เรียกเราว่า คุณ ว่าอาจารย์ ว่าตามยศ ถ้าเรียกไม่ถูกต้องตามแบบแผนก็จะไม่พอใจ อย่างนี้เป็นความหลงยศ ซึ่งแท้ที่จริงคือการสมมุติของชาวโลกทั้งนั้น ไม่ใช่ของจริง
จบพยาบาล ดิฉันก็เดินทางไปอเมริกาด้วยทุนตนเอง ทำงานและหาเงินศึกษาต่อเพื่อจะได้มาสอนเด็กรุ่นหลัง อยู่ได้ 3 ปี วาสนาดีตามประสาโลกเขาคิดกัน คือได้พบสามีแสนดี คือ น.พ. บุญมี จันทร์ประภาพ แม้ว่าจะอธิษฐานไม่ขอแต่งงาน ความแปลกประหลาดทางจิตก็เกิดขึ้น เมื่ออายุ 29 ปี น.พ. บุญมี ทำงานที่ University of Illinois Hospital ซึ่งดิฉันก็ได้ทำงานเป็นพยาบาลที่นั้น ย้ายมาจาก Buffalo New York มาอยู่ที่ Chicago เพราะชอบ Lake Michigan ว่าเป็นสถานที่ที่สวย สะอาดดี พอดี น.พ. บุญมี ซึ่งเป็นหมอศัลยกรรม ทางโรคกระดูกได้ย้ายจากรัฐ Alabama มาอยู่ที่ตึกแพทย์พยาบาลเดียวกัน เห็นว่าดิฉันมีนามสกุลเดียวกับเพื่อนร่วมเรียนเตรียมแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดียวกัน คือนายไมตรี สุทธจิต ก็คิดว่าคน ๆ นี้คงเป็นญาติกับเพื่อนแน่ จึงมาเคาะประตู แนะนำตนเอง ดิฉันเห็นหน้า น.พ.บุญมี ครั้งแรกก็รู้สึกสงสาร เอ็นดู ขึ้นมาจับจิต ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความเมตตา สงสาร
ลืมเล่าไปว่าความรู้สึกของดิฉันแปลกแต่จริงก็มีมากแต่เล็ก ๆ ถ้าพบใครจิตจะบอกทันทีว่าคนนี้ดี คนนี้ไม่ค่อยดี ไม่ควรคบ แม้แต่พระสงฆ์ ดิฉันจะทราบในใจตนเองว่าเป็นพระแท้ พระเทียม หมายถึงใจเป็นพระหรือใจเป็นมารหนาแน่นด้วยกิเลส ดิฉันก็ไม่เข้าใจ ทำไมรู้รวดเร็ว มาทราบภายหลังจากการฝึกมโนมยิทธิว่า เป็น เจโตปริยญาณ ซึ่งเป็นความรู้สึกเก่า ติดมาจากอดีตชาติที่เคยฝึกพระกรรมฐานมาก่อน
อายุ 29 ปี แต่งงาน ก็มีความสุขในชีวิตสมรส สามีไม่ได้สนใจธรรมะในพระพุทธศาสนา สนใจแต่วิชาการแพทย์ ทางวิทยาศาสตร์ มากกว่า ขยันหาความรู้และเป็นพ่อบ้านที่ดี
ดิฉันล้มป่วยหลายครั้ง สามีก็ดูแลอย่างดีเยี่ยมตลอดเวลา ดิฉันกำหนดจิตกราบทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สามีปัจจุบันนี้คือใครกันแน่ พระพุทธองค์เมตตาตอบทางจิตว่า สามีคนนี้ คือ คุณพ่อในอดีตชาติที่เคยมีจิตคิดเห็นผิดในความเป็นจริง คิดว่าตายแล้วสูญ นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ไม่มี ดิฉันซึ่งเป็นลูกสาวของเขามาก่อน ได้อธิษฐานไว้ว่า จะต้องเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความคิดของคุณพ่อในอดีตชาติให้ได้ ดิฉันจึงมาเกิดเป็นภรรยาของคุณพ่อในอดีตชาติ เพื่อช่วยเหลือเขาให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิ ความรู้ที่ผิดพลาด
แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันทางด้านพระพุทธศาสนา ดิฉันไม่ย่อท้อ ทั้งพูดไพเราะอ่อนหวาน ทั้งขู่เคี่ยวเข็ญ ทำทุกวิธีการเพื่อให้สามีศรัทธา สนใจในธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ก็เป็นสิ่งที่แสนยาก เพราะสามีจะหนักไปทางโลก แม้จะเป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ประเสริฐ แต่ดิฉันก็ไม่ต้องการเช่นนั้น ดิฉันต้องการให้สามีสนใจปฏิบัติธรรมไปพร้อม ๆ กัน มาตอนหลังสามีเริ่มสนใจในคำสอน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไปสนใจอ่านธรรมะผิด จากพระที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ซึ่งสอนว่านิพพานเป็นอนัตตา สูญสลาย ว่างเปล่า นรก สวรรค์ พรหมโลก ไม่มี ชาติก่อน ชาติหน้า ไม่มี ดิฉันตกใจมาก สงสารผู้ที่หลงเชื่อตามคำสอนแบบนี้ กว่าจะอธิบายให้สามีเข้าใจว่าการเข้าใจว่านิพพานสูญ เป็นการเข้าใจผิด ความจริงพระนิพพานเป็นของจริง เป็นธรรมชาติที่แท้จริง เป็นนิจจัง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสุขขัง เป็นสุขตลอดกาล เป็นอมตะ ไม่สูญสลาย เหมือนคนทั่วไปเข้าใจผิดน่าสงสาร กว่าสามดิฉันจะเข้าใจถูกต้องก็ต้องใช้เวลาหลายปี
ดิฉันตัดสินใจมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำงานพระศาสนา เพื่อให้ผู้คนได้มีความเห็นจริงถูกต้องตามพระธรรมคำสอน กำจัดอวิชชา ความเห็นผิดให้หมดสิ้นตามความสามารถ ดิฉันเริ่มปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน อ่านหนังสือพระไตรปิฏกซึ่งขอยืมมาจากวัดธรรมมาราม ใน Chicago มาอ่านจดไว้บันทึกในสมุดทั้ง 45 เล่ม ยิ่งอ่านยิ่งซาบซึ้งในพระธรรม เหมือนกับว่าได้ความรู้โดยตรงจากพระพุทธองค์
 ดิฉันกำหนดใจไปพระนิพพานทุกวัน เกือบตลอดเวลา ไปอยู่ที่วิมานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นกายทิพย์ตนเองนั่งสวดมนต์ กลับไปกลับมา จนเห็นพระพุทธองค์มองตรงลงมาที่ดิฉัน ท่านยิ้มด้วยความเมตตาเอ็นดู เหมือนกับว่าดิฉันเป็นลูกแมวที่น่ารักน่าเอ็นดู พระพุทธองค์ตรัสว่า อย่ามัวนั่งสวดมนต์อยู่นี่เลย จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไปเถิด พอท่านอนุญาต ดิฉันก็ตรงไปหาคุณพ่อกมล คุณแม่บัวผัน วิ่งเข้ากอดกันด้วยความดีใจ มีความสุข คุยกันตามประสาพ่อแม่ลูก ประเดี๋ยวก็เห็นพระพุทธองค์เสด็จมาแต่ไกล เราทั้งสามพ่อแม่ลูกก็วิ่งเข้าไปกราบพระองค์ท่าน ดิฉันกราบทูลขอพรท่านหลายอย่าง จำได้ว่าเป็นทางโลกทั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า เดี๋ยวก่อน พ่อจะให้พรลูก ท่านตรัสเรียกดิฉันว่าลูกทุกครั้ง ดิฉันจึงถือโอกาสเรียกท่านว่า สมเด็จพ่อพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น พรที่พ่อจะให้มี 3 ข้อ แต่จะต้องขอให้ครบ 3 ข้อในเวลาครึ่งวินาที ดิฉันคิด โอ้โฮ แค่คิดจะขอแต่ละข้อก็หมดไป 1 วินาทีแล้ว สงสัยจะหมดหวังเสียแล้วที่จะขอพระพุทธองค์ประทานพร แต่จิตที่อยู่บนสวรรค์ นิพพาน เป็นจิตทิพย์ สามารถรู้คิดได้ รวดเร็ว ไม่ทันนึก ดิฉันกราบขอพร 3 ข้อทันทีทันใด ซึ่งไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะขอจากพระองค์ท่าน 3 ข้อ
1) ขอให้ลูกปฏิบัติธรรมได้ผลเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้
2) ขอให้ญาติมิตรที่ลูกได้พบปะแนะนำเขาให้เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้องเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้
3) ขอให้ลูกหลานของลูก และญาติมิตรที่เกิดมาแล้ว และที่ยังไม่ได้เกิด ให้ได้ธรรมะอันถูกต้อง ปฏิบัติตนเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้
พระพุทธองค์ทรงยิ้ม และยกพระหัตถ์ขวา แล้วหายวับไปทันที ดิฉันกล่าวกับคุณพ่อคุณแม่เบื้องบนว่า ลืมขอพรให้ท่าน แต่ท่านตอบว่า พรที่ลูกขอพระองค์ท่านนั้นได้คลุมมาถึงท่านด้วย หลังจากนั้น 3 ปี คุณแม่ได้รับบุญกุศลจากที่ดิฉันได้ปฏิบัติธรรมอย่างไม่ท้อถอย และจิตอันใสสะอาดของคุณแม่ก็ได้ไปเสวยสุข แดนอมตะพระนิพพาน ยังเหลือแต่คุณพ่ออยู่บนสวรรค์ บุญน้อย ไม่ค่อยได้ทำบุญในพระพุทธศาสนา มีวิหารทาน ธรรมทาน สังฆทาน เป็นต้น เพราะเข้าใจว่านิพพานสูญ ตายแล้วสูญ เป็นความเข้าใจที่ผิดมาก มีโอกาสถอยหลังลงนรกเพราะ อวิชชา มิจฉาทิฏฐิ แต่ด้วยจิตเป็นกุศล ก่อนตายนึกถึงพระพุทธองค์ ภาวนาว่า นะโมพุทธายะ และดิฉันก็พยายามพูดให้ท่านเข้าใจก่อนตายว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง คือ นิพพานว่างจากกิเลส ตัณหา ทุกขัง อนัตตา ว่างสูญจากโลกนี้ โลกหน้า ดิน น้ำ ลม ไฟ เวียนว่ายตายเกิด
นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นแดนทิพย์ อมตะ มีความสุขอย่างยิ่ง เป็นอิสระเสรีแท้จริง จิตจะไปไหนก็ได้ รวดเร็ว ไม่ต้องตกอยู่ในกรงขังขันธ์ 5 คือ ร่างกายนี้ ขอให้ท่านนึกถึงพระนิพพาน พระพุทธเจ้า จิตจะได้ไปเกิดในที่ที่เป็นสุขกว่าโลกมนุษย์
ปกติแล้วคุณพ่อจะโต้แย้งดิฉันเสมอ แต่คราวนี้ท่านป่วยหนัก จึงยอมรับฟังและยกมืออนุโมทนาสาธุกับพระธรรมที่ดิฉันพูดให้ฟัง ว่าการตายคือ ขันธ์ 5 ตาย จิตไม่ได้ตายไปตามร่างกาย ขันธ์ 5 ถ้า จิตคิดดีจะไปสถานที่ดี แต่ถ้าจิตคิดเศร้าหมองวิตกกังวล จะไปเกิดในแดนทุกข์ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือเกิดเป็นคน ก็จะเกิดในแดนทุกข์ยากลำบาก
คุณแม่ปรารถนาพระนิพพาน เห็นโลกชีวิต คน สัตว์ เต็มไปด้วยทุกข์ยาก ลำบาก นานาประการ โรคภัยไข้เจ็บรบกวน ความหิว ความร้อน ความเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ต้องหาเงินทองเลี้ยงชีวิต คุณแม่บัวผันชอบสวดมนต์เช้า เย็น เสียงดังเป็นประจำ คุณแม่บอกดิฉันว่า แม่ภาวนาไม่เก่ง จึงสวดมนต์ ดิฉันรับหนังสือ ธัมวิโมกข์ ให้แม่ แม่รู้ว่าตายง่าย ตายสบาย แม่สวดมนต์พระคาถาตายดีของท่านพระยายมราช มีว่า ปะโตเมตัง ปะชีวินัง สุขโตจุติ จิตตะเมตัง นิพพานัง สุคโตจุติ ท่านอ่านเป็นประจำ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสวดมนต์เสร็จก็ล้มนั่งท่ากราบพระตาย เมื่อคุณแม่สิ้นชีวิตไปแล้ว ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์บนสวรรค์เข้าใจดี และบุญการปฏิบัติธรรมของลูก ๆ ส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่ตรงสู่พระนิพพาน โดยไม่ต้องมาเกิดเป็นคนอีก ปฏิบัติธรรมเบื้องบนได้ง่ายสบาย เพราะดีกว่าคนมีบุญกว่าคนหลายล้านเท่า
จากนี้ดิฉันจะขอนำเอาพระธรรมะย่อ ๆ สั้น ๆ ที่ได้จากการทำสมาธิวิปัสสนาของดิฉันเท่าที่พอนึกได้ แนวทางการปฏิบัติของดิฉัน ทำแบบสบาย ๆ คือทำตลอดเวลาที่มีลมหายใจ ทำทางจิต ทางกายก็ปฏิบัติหน้าที่แม่ ภรรยา พยาบาล ดูแลคนไข้ หาเงินพิเศษเพื่อทำบุญช่วยเหลือพี่น้องที่ยากจน ทำงานในบ้าน ขับรถซื้อของ ไม่ว่าจะทำอะไรในจิตจะมีพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันพร้อมพระอริยสาวกทุก ๆ พระองค์ มีพระอาจารย์หลวงพ่อพระราชพรหมยานที่ท่านสอนให้ดิฉันสัมผัสพระพุทธเจ้า อยู่ในอกตลอดเวลา ใช้จิตมองภาพพุทธนิมิต บนศีรษะก็อันเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรก คือ สมเด็จองค์พระปฐม มาประทับบนศีรษะของดิฉัน พร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้านึกว่า นะมะพะธะ (แปลว่า นมัสการพระพุทธเจ้า ) ลมหายใจออก นึก นะโมพุทธายะ(เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์) ทำอย่างนี้เกือบตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ จากนั้นปัญญาทางธรรมก็จะเกิดขึ้น สว่างไสว รู้เท่าทันความเป็นจริง สัมผัสสิ่งที่เป็นทิพย์ คือนรก สวรรค์ เทพ เทวดา พรหมโลก แต่ดิฉันไม่ค่อยสนใจที่จะรู้จะเห็นอะไรมากนัก จิตนึกถึงแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระนิพพาน ธรรมะข้อไหน คิดไม่ออก พระพุทธองค์จะส่งเรด้าร์ เป็นความรู้ ให้ดิฉันทราบได้ถูกต้องโดยมิต้องสงสัย เมื่อกลับไปอ่านพระไตรปิฏก ก็ตรงตามความความเป็นจริงที่รับได้ทางจิต
พระพุทธเจ้าตรัสสอนทางจิตว่า
คำว่าอนิจจัง คือร่างกายเกิดมาแล้ว แก่ทุกวัน
คำว่าทุกขัง คือไม่สบายกายใจ เจ็บป่วย เสียใจ ผิดหวัง
คำว่าอนัตตา คือร่างกายไม่ใช่ตัวตนของเรา ควบคุมไม่ได้ ต้องสลายไปเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
การไม่ประมาททางโลก คือ ระมัดระวัง อันตรายรอบด้าน
การไม่ประมาททางธรรม คือ จิตรู้ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา ว่าชีวิตทรงตัวอยู่ได้ด้วยลมหายใจ หมดลมหายใจเมื่อไร ร่างกายนี้ก็ต้องถูกนำไปเผาทิ้ง ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง ๆ จิตมาอาศัยร่างกายนี้ชั่วคราวเท่านั้น
ขันธ์ 5 ร่างกายนี้เป็นสมบัติของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม (ผิดศีล 5 ) ร่างกายจึงทุกข์ทรมานอย่างนี้ ให้เอาจิตโยนขันธ์ 5 ทิ้งไปเสีย ไม่ต้องเสียใจ จิตก็จะเข้าถึงอรหัตตผลได้ง่าย
ลมหายใจที่หมดไป ใกล้พระนิพพานมากยิ่งขึ้น ถ้าเรานึกพุทโธ จนชิน
แม้จะอยู่อเมริกาถึง 30 ปี ห่างไกลแดนพระพุทธศาสนา แต่มีบุญวาสนาได้กราบ ทำบุญ กับพระสุปฏิปันโนที่เมืองไทยอยู่หลายองค์ เมื่อดิฉันกลับเมืองไทยก็นำลูกไปกราบไหว้พระอาจารย์หลายท่าน เช่น
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ สอนให้ภาวนาพุทโธเสมอ
หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ สอนให้มีเมตตามาก ๆ
หลวงปู่คำแสน คุณากโล ดิฉันได้แต่กราบพระศพท่าน
หลวงปู่น้อย วัดบ้านปง แม่แตง สอนว่าร่างกายนี้สกปรกเป็นของตัณหาอุปาทานไม่ใช่ของเราจริง
หลวงปู่คำแสน วัดสวนดอก แนะนำว่าสุขแท้อยู่ที่จิตใจ
หลวงปู่ครูบาวงค์ เชียงใหม่ แนะนำให้ปฏิบัติพรหมวิหาร 4 เพิ่มต่อไป เป็น ธรรมะที่ตรงกับนิสัย
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ไปอเมริกา โปรดลูกศิษย์ 4 ครั้ง ฝึกกรรมฐาน วัดท่าซุง มโนมยิทธิ (มีใจเป็นทิพย์)
หลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง สอนว่า จิตคือผู้รู้ ให้หมั่นภาวนา
หลวงปู่วัย จตุรโย ท่านไปโปรดญาติโยมที่อเมริกา
พระอาจารย์บุญกู้ วัดอโศการาม ท่านพูดธรรมะหลายข้อ ที่ชิคาโก วัดป่า
หลวงปู่ครูบาธรรมชัย อ.แม่แตง ท่านสอนให้ภาวนาและเมตตา ให้พระธาตุสีแดง 2 องค์
พระอาจารย์ทองอินทร์ วัดสันติธรรม ท่านสอนให้ตัดร่างกาย
หลวงพ่อพรหมจักรสังวร วัดพระบาทตากผ้า ลำพูน
พระสังฆราชพระอาจารย์ญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร
และพระอริยเจ้าอีกหลายองค์ที่ไม่ได้กล่าวไว้
มาระยะหลัง ๆอายุมากขึ้น แก่ตัว ก็ไหว้พระสวดมนต์ที่บ้าน ส่งจิตไปกราบพระอริยสงฆ์ทุก ๆ พระองค์ ตั้งแต่พระนิพพาน ลงมายังพรหมโลกทุกชั้น สวรรค์ทุกชั้นที่มีพระอริยเจ้า จนมาถึงพระอริยเจ้าทุก ๆ พระองค์ในโลก ด้วยกรรมฐานแบบมโนมยิทธิ พระอริยเจ้าทุกพระองค์ที่ดิฉันไปกราบ ดิฉันขอให้ท่านโปรดเมตตาให้ธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นข้อตักเตือนจิตใจเพื่อให้ตัดกิเลส ได้หมดไปชาตินี้ สรุปแล้วท่านก็ให้ตัดอาลัยในร่างกาย มุ่งพระนิพพานเป็นที่ไป

 

 

 

 

กลับสู่หน้าแรก