
1. ผู้ที่กลัวธรรมะ คือ กลัวว่าแก่แล้วจะพรากจาก กลัวว่าเจ็บไข้แล้วจะทรมาน กลัวความตายที่ยังมาไม่ถึง ความกลัวนี้เป็นอุปสรรค อย่ายึดในร่างกาย ทรัพย์สมบัติที่เป็นของสมมุติ จงอยู่กับปัจจุบัน ปล่อยให้ชีวิตทำตามหน้าที่ ทำจิตให้อยู่กับพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ พระนิพพาน
2. ศีล เป็นกฎข้อบังคับให้คนหยุดทำชั่ว ทำให้คนเป็นคนดีมีเมตตา เป็นธรรมะข้อต้นของพระโสดาบัน พระสกิทาคามี สมาธิ เป็นตัวบังคับให้ใจไม่หลงในมารยา อุปาทาน และอารมณ์ต่าง ๆ เป็นธรรมข้อหนึ่งของพระอนาคามี ปัญญา เป็นตัวสอนให้รู้เท่าทันอารมณ์ รู้อุปาทาน รู้ในมารยาของโลก ทุกลมหายใจเข้าออก แสดงถึงการเกิดดับตลอดเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีการสูญสลายหายไป ไม่มีอะไรเหลือ จงตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะต้องตาย ต้องเจ็บ เตรียมรับภาระของกรรมที่จะมา จงตั้งจิตไว้ทุกขณะถึงแดนพระนิพพาน นึกถึงบุญกุศลไว้เป็นอาจิณ ไม่ประมาทเมื่อหมดอายุขัย
3. เธอเกิดมาจากจิต เธอตายไปด้วยจิต ตัดสินใจให้แน่แท้ว่าชาติหน้าไม่กลับมาในโลกนี้อีก จงตั้งใจไว้เสมอทุกเวลา ไม่ช้าไม่นานเราจะพลัดพรากจากทุกสิ่งไป อย่าได้อาลัยในขันธ์ 5 ร่างกายธาตุ 4 อย่าได้อาลัยในทรัพย์ซึ่งสมมุติว่าเป็นของเรา อย่าได้อาลัยในสิ่งสมมุติที่เอาไปไม่ได้ พิจารณาว่าในชีวิตที่เป็นอยู่ เป็นสุขจริง ยั่งยืนหรือไม่ สิ่งไรที่เป็นทุกข์ ก็ยอมอดยอมทน จงคิดเสียว่า นี่คือชาติสุดท้ายของเรา จงมุ่งมั่นหวังพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นสัจจะบารมี คือ ความมุ่งมั่นที่จะทำความดี ด้วยจิตที่ใสสะอาด ไม่ห่วงอาลัยกาย
4. พระธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าองค์แรกสมเด็จองค์ปฐม
1) ขันธ์ 5 ได้แก่ หนึ่งร่างกาย สองสังขาร ความคิด สามสัญญา ความจำ สี่วิญญาณความรู้สึกทางประสาททั้งหก ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ห้าเวทนา ความรู้สึกสุข ๆ ทุกข์ ๆ โยนทิ้งไป จิตอย่าเอาขันธ์ 5 มาเป็นอารมณ์ ขันธ์ 5 ไม่ใช่ของจริง เป็นของปลอม จิตมาอาศัยร่างกายชั่วคราว อย่าสนใจร่างกายมาก จะเป็นทุกข์ไม่มีวันจบสิ้น
2) การที่ลูกยกจิตขึ้นไปนมัสการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพานได้ มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐ ใครยากที่จะทำอย่างเจ้าได้ ให้ก้าวต่อไป ธรรมะไม่มีคำว่า หยุดยั้ง แล้วเจ้าจะได้สิ่งที่เจ้าปรารถนา คือที่สุดแห่งทุกข์ นั่นคือ พระนิพพาน
3) บารมี คือกำลังใจเต็ม มีหลายขั้นคือ
(3.1) บารมีกำลังใจเต็มแบบพระโสดาบัน ก็ตัดสังโยชน์แรกได้ 3 ข้อ คือไม่ลืม ความตาย ไม่สงสัยในพระคุณ พระธรรมคำสอนของ พระรัตนตรัย และมีศีล 5 บริสุทธิ์
(3.2) บารมีกำลังใจเต็มแบบพระสกิทาคามี ก็ตัด 3 ข้อแรกของสังโยชน์ แต่มีความโกรธ ความอยากทางกามน้อยลง
(3.3) บารมีกำลังใจเต็มแบบพระอนาคามี ก็เพิ่มความดีอีก 2 ข้อ คือ ไม่มีความไม่พอใจ ความโกรธ ไม่มีความรู้สึกทางเพศ ทางรูป รส กลิ่น เสียง เห็นว่าไม่มีอะไรในโลกสวยสดงดงามน่ารัก น่าปรารถนา เห็นคนสวยก็มีความรู้รู้สึกเป็นซากศพ น่ารังเกียจ มีความสกปรกเหมือนศพที่เคลื่อนที่ บารมีเต็ม หรือกำลังใจเต็มนั้น สำหรับหลวงพ่อพระราชพรหมยานอธิบายว่า สำหรับสาวก ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีแต่ละชาติให้ครบ 10 อย่าง ไม่ต้องเกิด 10 ครั้งเหมือนพระพุทธเจ้าเพียงแต่ทำจิตกำลังใจให้เต็มทั้ง 10 บารมี ชาตินี้ชาติเดียว ก็ทำให้จิตสะอาด มีบุญ มีบารมี ซึ่งเราจะต้องตั้งจิต ตั้งใจทำกันเอง ไม่ย่อหย่อน ในการให้ทาน มีศีลบริสุทธิ์ มีความเพียรในการที่จะขจัดความเศร้าหมองของจิต มีเมตตา มีสมาธิ มีปัญญาเห็นว่าโลกทั้งโลกไม่มีอะไรเป็นสุขจริง มีแต่ของเก่าแก่แตกสลายในที่สุด และทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรควบคุมได้ มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ แม้แต่ร่างกายของคน ถึงแม้ว่าแพทย์จะเก่งสามารถที่จะสับเปลี่ยนอวัยวะที่เสีย ใช้อวัยวะของคนที่ตายแล้วมาใส่แทนได้ ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากความเจ็บป่วย ความทรมานและความตายได้ การตั้งใจว่าตายแล้วต้องการจะไปพระนิพพานสถานที่เดียว เป็นอธิษฐานบารมี การที่ทำจิตให้นิ่ง ไม่โต้ตอบผู้ที่ทำร้ายเราก็เป็นอุเบกขาบารมี เราวางเฉยไม่ซ้ำเติม ไม่โกรธ เพื่อจะไม่เกิดอีก เพื่อพระนิพพาน เป็นอุเบกขาบารมี สัจจบารมี มีความจริงใจที่จะทำความดีทุกชนิด เพื่อพระนิพพาน
5. พระธรรมจากพระองค์ที่ 10 (โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
คนเราเกิดมาแล้วจะดีหรือชั่วอย่างไรก็ตาม จะมียศฐาบรรดาศักดิ์ขนาดไหนก็ตาม ทุกคนต้องตายหมด ถ้าเราเมาในชีวิต คิดว่าชีวิตนี้ของเราจะไม่ตาย นี่ความรู้สึกมันจะผิดมากไป ทุกคนจงอย่าลืมความตาย แต่ก่อนจะตายเราอย่าปล่อยให้เราเกิดมาขาดทุน เราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ไม่ควรย่อท้อ ถอยหลังลงอบายภูมิ มีนรก เปรต สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ให้ก้าวหน้าต่อไป ถ้าก้าวยาวไม่ได้ก้าวสั้น ๆ ก้าวไปไหน คือ ก้าวสู่สวรรค์ ถ้าอยากไปสวรรค์ ให้รักษาเทวธรรมให้ครบถ้วน คือ หิริโอตัปปะ หิริ คือ อายต่อความชั่ว ไม่ยอมทำชั่ว ทำแต่ความดี โอตัปปะ คือ เกรงกลัวผลของความชั่วจะลงโทษ ทำแต่ความดีตามพระวินัย ถ้าหากจะไปพรหมก็ยาวอีกนิดหนึ่ง รักษากำลังใจ จงอย่าสนใจเป็นทาสนิวรณ์ ทรงพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำใจให้ตั้งมั่นในฌานสมาบัติ ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ตลอดเวลา แล้วต่อไปถ้าคิดจะก้าวลัดให้เร็วเข้าตั้งใจไปนิพพาน จงมีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้เป็นเพียงบ้านเช่าที่จิตเรามาอาศัยชั่วคราว ร่างกายนี้เกิดจากผลของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสกปรกเหม็นเน่า ต้องชำระล้างกันทุกวัน เติมน้ำ อาหาร อากาศให้ทุกวัน แต่ร่างกายก็เดินเข้าไปหาความเหนื่อยยาก ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ทุกวัน เพราะร่างกายเป็นของโลก เป็นของธรรมชาติ มีส่วนประกอบคือ ดิน คือ กระดูกกล้ามเนื้อ น้ำ คือ เลือด ปัสสาวะ ไขข้อ ลมพัดหมุนเวียนในร่างกาย ไฟ คือ ความอบอุ่นของร่างกายจากการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน ให้มีเรี่ยวแรงทำงานได้ ร่างกายไม่อยู่ใต้อำนาจของจิตใจ เราเพียงแต่บังคับให้กายเดินไปเดินมา พูด กิน แต่จิตไม่สามารถทำให้กายไม่หิว ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่ต้องเป็นโรค ไม่ต้องแก่ตายได้ ทั้งนี้เพราะร่างกายนี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่ของร่างกาย จิตไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
เราคือจิต หรืออทิสมานกาย ที่อาศัยเรือนร่างกายอยู่ จนกว่าร่างกายจะพังสลาย (ขันธ์ 5 พัง แต่จิตไม่ตาย จะท่องเที่ยวไปภพภูมิต่าง ๆ ตามระดับความสะอาด หรือ ความสกปรกของจิต) ร่างกายนี้เต็มไปด้วยความสกปรก โสโครก เต็มไปด้วยความทรุดโทรม
ถ้าเรามีร่างกาย ก็ชื่อว่ามีจิตใจที่แบกแต่ความทุกข์ยาก ถ้าจิตเราติดในร่างกาย ก็ชื่อว่า ติดทุกข์ เพราะร่างกายมีแต่ทุกข์โทษ มีภาระต้องดูแล ให้น้ำ ให้อาหาร มีแต่โรคภัยรบกวนเป็นปกติ จิตเราจะไม่มีความสุข เพราะ ต้องหาสิ่งมาปรนเปรอ สนองตัณหาของร่างกาย ไม่มีวันจบสิ้น เราจะไม่มีความสุขตลอดกาล ขอให้ทุกท่านจงปลดอารมณ์ติดพันร่างกายเรา ร่างกายผู้อื่น ด้วยการตัดอารมณ์ ราคะ ความกำหนัดยินดีในบุคคล ทรัพย์สินต่าง ๆ ใด ๆ ในโลกเสีย การตัดอารมณ์ความโกรธ คือ ความไม่พอใจ ความเกลียดชัง หรือความคิดประทุษร้ายกัน ด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน มีแต่ความเมตตาปราณี หวังให้ทุกคนมีความสุข ตัดโมหะ ความหลงคือ หลงคิดว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเรา ลูกภรรยาสามี คุณพ่อ คุณแม่ ทรัพย์สมบัติ งานหน้าที่ ตำแหน่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นของเราจริง นั่นคือความหลงไหลในโลกสมบัติ ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นของสมมุติ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการเสื่อม สูญสลายไปในที่สุด เป็นเพียงของที่ยืมมาใช้อาศัยอยู่ด้วยกันชั่วคราว ถ้าจิตยอมรับความเป็นจริงในโลกนี้ จิตฉลาด ของจะสูญหาย คนรักจะตายแยกย้ายจากกัน จิตจะไม่เศร้าหมองโศกเศร้า เพราะจิตยอมรับความเป็นจริง ต้องพลัดพรากจากกันอย่างนี้ จิตไม่หลงสมบัติ เพราะเป็นของไม่แน่นอนมีที่สิ้นสุด จิตมุ่งทำแต่ความดี ไม่มีความโกรธ ความโลภ ความหลง ทำได้อย่างนี้ทุกคนก็ไปนิพพานหมด