วันนี้ขณะที่หลวงพ่อท่านทำวัตร ว่า โยโส ภควา อหรัง สัมมาสัมพุทโธ ปากท่านก็ทำวัตรไปด้วยความเลื่อมใส ท่านก็ใช้กำลังอภิญญาผลสมาบัติของท่านติดต่อตรงกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องนี้ทำได้ง่าย ๆ ไม่ยากนัก เป็นการแบ่งกังใจของเราส่วนหนึ่งทำงานที่ตรงนี้ ส่วนหนึ่งก็ไปจุดใดจุดหนึ่งได้ตามประสงค์ การกระทำอย่างนี้ ถ้าคล่องจริง ๆ ส่วนมากมักจะเป็นพวกปรารถนาพระโพธิญาณ ท่านเขียนไว้ย่อเหลือเกินว่า กราบทูลถึงเรื่องของกิเลส กิเลสเข้ามากระทบใจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็มีจริง หมายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ระหว่างนี้ต้องระวังนะ กิเลสเล็กกิเลสน้อยมันจะเข้าจูงใจกระทบใจอยู่เสมอ ความจริงกิเลสใหญ่มันชนะมาแล้วก็คือกิเลสผู้หญิง ผู้หญิงอยากจะมาชวนเขาเอามาเป็นผัว ชนะแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว แล้วก็บอกว่าในเมื่อเราชนะเรื่องนี้แล้ว ก็จงระวังเรื่องกระทบใจคือ ปฏิฆะ การชนะกามราคะนั่นหมายความว่าจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามี เวลานี้ นั่นจุดหนึ่งของพระอนาคามี ที่จะเข้าถึง เราชนะแล้ว แต่ก็จะต้องระวังอีกจุดหนึ่งที่จะเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี นั่นคือปฏิฆะหรือ ความโกรธพยาบาท อารมณ์ที่จะสร้างความโกรธให้เกิดขึ้นอันนั้นต้องระวัง มันจะเข้ามาเล่นงานอีก
เป็นอันว่าท่านกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระชินสีห์ท่านบอกว่าระวังนะเรื่องที่จะมากระทบใจ และท่านก็ประสบจริง ๆ ขณะที่เจริญพระกรรมฐานอยู่นั่นเอง เวลาประมาณ 10 น. ก็มีพระผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งมีความเดือดร้อนมาแจ้งว่ามีโจทย์ฟ้องเรื่องการเงิน แล้วมาขอให้ช่วยจัดการเรื่องนั้นด้วย ถามว่าจะทำประการใด ท่านก็เลยชี้แจงไปว่า เราสู้ตามความเป็นจริง การเงินเรื่องนี้เขาฟ้องเพราะกลั่นแกล้ง เพราะมีพระอีกฝ่ายสนับสนุนให้ฟ้อง เรื่องนี้ไม่เป็นไร จะมีคนเขาช่วยเหลือ
เมื่อพระองค์นั้นไปแล้ว ท่านก็เริ่มทำกรรมฐานของท่านใหม่ จนกระทั่งเวลา 11 น. กินข้าวเพล ท่านว่าวันนี้ดีมาก มีเรื่องกระทบใจแล้วนะยังดีมาก เพราะว่าตอนเช้าเป็นเรื่องของการเจริญสมาธิ ขั้นถึงอันดับสูงสุดก็พบพระพุทธเจ้า ก็สูงสุด ก็เท่านั้น เมื่อคลายลงมาก็มาถามองค์พระบรมครู
องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า เวลานี้เจ้าไม่ใช่ปุถุชนแล้ว เจ้าเลยโคตรภูมาแล้ว สัตตักขัตตุงนั้น เธอได้ตั้งแต่กลางพรรษาก่อนโน้น แต่ว่าเวลานี้เป็นโกลังโกละ เป็นพระโสดาบันชั้นกลาง ต่อไปนี้ไม่เกินเจ็ดวันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นับตั้งแต่วันนี้ไป 5 วันจะได้เอกพีชี ในพรรษานี้ถ้าเธอไม่เกียจคร้าน อย่างต่ำได้อนาคามี หรือว่าถ้าขยัน หรือว่าทำให้ถูกต้อง จะถึงที่สุดคืออรหัตตผล
วันที่ 25 กรกฎาคม 2506 ท่านอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา คือท่านพระมหากัจจายนะ โปรดให้โอวาทว่า จงกำจัดอุปาทานนั้นเสีย อุปาทานนั้นได้แก่ ฉันทะ คือ ความพอใจหนึ่ง ราคะ ได้แก่ความกำหนัดยินดีหนึ่ง ฉันทะคือ ความพอใจในการเกิดเป็นมนุษย์ การเกิดเป็นเทวดา การเกิดเป็นพรหม ราคะ คือ ความเห็นว่ามนุษย์โลกสวยน่าอยู่ เทวโลกสวยน่าอยู่สบาย พรหมโลกสวยน่าอยู่สบาย จงอย่าให้มีในใจของเธอ ตัดอารมณ์อย่างนี้เสียให้ขาดไป เรามีความพอใจอย่างเดียว คือพระนิพพาน ท่านกล่าวว่า ถ้าฉันทะเกิดขึ้น ให้พิจารณาว่าอนิจจังมันไม่เที่ยงหนอ ทุกขังไม่เที่ยงหนอ อนัตตา เมื่อฉันทะความพอใจเกิดขึ้น ก็บอกว่า อนิจจังมันไม่เที่ยง อย่าไปเกาะมันเลยโลกมนุษย์ พรหมโลก เทวโลก มันไม่อยู่กันจริงจัง เป็นมนุษย์เดี๋ยวก็ตาย เป็นเทวดาหรือว่าเป็นพรหมเดี๋ยวก็จุติ ทุกขัง มนุษย์ทุกข์มาก เทวโลกกับพรหมโลกก็ยังทุกข์เพราะยังไม่เสร็จกิจ มีกิจที่จะต้องทำต่อไป อนัตตาอาการทั้งหลายทั้งสามภพนี้มันสลายตัวเสมอ มันไม่มีการทรงตัว
เวลาที่เจริญพระกรรมฐานในคืนวันที่ 25 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มาโปรดเมตตาบอกคาถา พระองค์ตรัสให้ทำใจให้แจ้งด้วย ทำทุกขณะจิตที่จิตพล่าน คาถา อิติสัมมา สัมพุทธัสสะ มะมะจิตตัง ถ้าเวลาใดที่จิตเกิดอาการฟุ้งซ่านขึ้นมา ให้ทิ้งคำภาวนาอย่างอื่นเสียให้หมด กำหนดลมหายใจเข้าออก ว่าคาถานี้ตามสบาย ๆ กำลังของสมาธิจะรวมตัวได้รวดเร็ว
เวลา 24 น. โรคมันกำเริบ นั่งยันเวลา 10.30 น. ถึง 24 น. เจ้าโรคกระเพาะมันก็ดันเข้ามาจุกแน่นเสียด อึดอัดเกือบหายใจไม่ออก ตอนนี้เองจิตก็จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ คิดว่าขันธ์ห้ามันเลว เลี้ยงมันแล้ว ทะนุถนอมมันแล้ว ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนจะทำก็กินหยูกกินยาป้องกันไว้แล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ทรงตัว เวลานี้อาการเสียด อาการจุกมันแน่นเข้ามาถึงหน้าอกจนเกือบหายจะใจไม่ออก ก็เลยตัดสินใจว่าตายเสียได้ก็ดี เอ็งพังไปเสียเถิดเจ้าขันธ์ห้าที่มีความอกตัญญูไม่รู้คุณ เราปรนเปรอเจ้าเท่าไร เจ้าไม่มีความรู้สึก เราจะทำความดี เจ้ามารบกวน ก็ดีเชิญพัง เธอกับฉันแยกกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้าอย่างเจ้า เราเกลียดเสียยิ่งกว่าสุนัขเน่าอีก ท่านบอกว่าอารมณ์ใจของท่านมันเป็นอย่างนั้น เกลียดมันจริง ๆ ไม่ต้องการมันอีก
ตอนนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็ทรงรับสั่งว่า คืนนี้ใจมันแย้งกัน เดี๋ยวจะภาวนาบทนี้ เดี๋ยวจะพิจารณาอย่างนี้ ถ้าอารมณ์มันแย้งกันอย่างนี้แล้ว การบรรลุมรรคผลมันจะช้า ทำให้มันทรงตัวเรียงลำดับก็นับกันตั้งแต่
1. จับอานาปานสติกรรมฐาน ควบกับพุทธานุสสติกรรมฐาน
2. หลังจากนั้นก็เอาจิตทรงพรหมวิหาร 4
3. จับกายาคตาสติ
4. จับมรณัสสติ
5. จับอุปสมานุสสติ
6. จับอริยสัจ
ว่ากันตามลำดับให้จิตมันทรงตัว พระองค์สั่งว่าให้ทำไปตามลำดับ เพราะจิตเรามันยุ่ง องค์ภาวนาผ่านลำดับไม่เป็นเรื่อง แล้วก็เพ่งสังโยชน์เข้า เมื่อองค์ภาวนาผ่านลำดับมาแล้ว จิตหยุด ให้เพ่งสังโยชน์ 10 คือ จับสังโยชน์ 10 วัดดูว่าเวลานี้สังโยชน์สิบประการเราตัดตัวไหนไปได้แล้วบ้าง ที่ตัดได้แล้วมันทรงตัวไหม ถ้ามันไม่ทรงตัวแสดงว่าเราตัดไม่ได้จริง ถ้าส่วนใดที่ทรงตัวอยู่แสดงว่าอันนั้นตัดได้จริง
ตอนเช้ามืดมีอารมณ์แน่นสนิทชิดเชื้อ สังโยชน์ทุกตัวจะไม่มีจิตเกาะ มันสลายหายไปเหมือนธุลีที่ปราศจากการแปดเปื้อนภาชนะ ในขณะนั้นเองก็ปรากฏว่ามีฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการพวยพุ่งออกมาจากฟากฟ้า สว่างจ้าทั้งหกสีแล้วก็ปรากฏว่ามีพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระมหามุนีปรากฏชัด ทรงแย้ม พระโอษฐ์น้อย ๆ
เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแสดงพระองค์ชัด สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ก็ได้มีพุทธฎีกาว่า สัมพเกสี เธอพร้อมไปด้วย อริยมรรคทั้ง 8 แล้ว ระหว่างนี้เธอเป็นเอกพีชีแล้ว และกำลังเสวยผลของเอกพีชี สำหรับผลของเอกพีชีนี้จะรักษาผลนี้ไปอีก 3 วัน
วันที่ 25 กรกฎาคม 2506 วันนี้มีอาการแปลกมาก ตอนเช้าเริ่มทำพระกรรมฐาน ฉันข้าวเสร็จเข้าห้องจับอารมณ์กรรมฐาน เอาจิตเข้าอภิญญาผลสมาบัติ ใช้เวลาไปเพียง 10 นาที แต่เข้าแล้วก็เข้ากัน เลยทรงตัวดิ่ง มีคนมาเคาะประตูเรียก แกเคาะเบา ๆ เฉยก็เลยเคาะดัง ก็เลยลุกไป ต้องวางอารมณ์ทรงอารมณ์ไว้เพียงแค่ปฐมฌาน แต่ขณะที่คุยกับแขก จิตก็จะทรงอยู่ 2 ระยะ คือในขณะที่แขกพูด ใช้อารมณ์ปฐมฌาน ขณะใดที่คุยอยู่กับแขกใช้อารมณ์อุปจารสมาธิ แต่พอแขกผ่านไปก็เริ่มทำใหม่ ใจก็โปร่ง มีอารมณ์เป็นสุข ถึงแม้ว่าใครเขาจะมาคุย เขาจะมาขัดคอก็ไม่มีอารมณ์กระทบกระทั่ง มันโปร่งสบาย ๆ อารมณ์เย็น ๆ มีความสุขเหมือนกับนั่งอยู่ในนิพพาน
 เมื่อแขกไปแล้วก็เห็นองค์สมเด็จพระพิชิตมาร แล้วก็บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายที่นิพพานไปแล้วมากมาย พร้อมทั้งเทวดาและพรหม มากันเยอะไปหมด ทั่วจักรวาลเต็มจักรวาล ไปทางไหนก็เต็มไปหมด ไม่มีจุดว่าง สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่าจงทำวิปัสสนา ท่านว่าอย่างนั้น ท่านบอกว่าให้ทำวิปัสสนา ขณะทำวิปัสสนาให้จับอริยสัจ พอจับอริยสัจแล้วก็ให้จับสังโยชน์เข้ามาเทียบกับอริยสัจ และก็มาใช้อารมณ์ตัดอวิชชา คือ ฉันทะกับราคะ ทำอย่างนี้พอจิตทรงตัวดีมีความสบาย มีความโปร่งแล้ว ก็มีเสียงบอกว่าเวลานี้เธอเหลือแต่มานานุสัยเท่านั้น มานานุสัยก็คือมานะที่เป็นตัวอนุสัย ความจริงตัวมานะนั่นมีนิด ๆ หน่อย ๆ การถือตัวถือตน ท่านบอกว่าเหลือแต่มานานุสัยกับอะไรอีกอย่างหนึ่งจำไม่ได้ ได้ยินเสียงเท่านั้นแล้วจิตโปร่งสบาย
ต่อมาปรากฏนิมิตเห็นคนถือมีดมา 2 เล่ม เขาโยนให้เล่มหนึ่ง แล้วก็พูดว่าลุกขึ้นมาสู้กัน ถ้าเก่งจริงก็เชิญลุกขึ้นมาสู้กัน ท่านบอกว่าเราไม่เอา เมื่อเขาอยากจะฟันก็ตามใจ เชิญ ก็บอกเขาว่าเชิญสิคุณ อยากจะฟันแขนฟันขาผ่าอกก็ตามใจ เวลานี้ฉันไม่เอาขันธ์ 5 นี่ ฉันเกลียดมันเต็มทีแล้ว ถ้าเธอต้องการช่วยสับให้มันพังเสียเดี๋ยวนี้ฉันจะมีความสุข พอพูดจบคนนั้นเขาก็พูดว่า แล้วกัน เราเสียท่าเสียแล้ว เราโดนพระอรหันต์เล่นงานเสียแล้วหรือนี่ นี่เราแย่จริง ๆ พระองค์นั้นเรานึกว่าเป็นพระธรรมดา จะลองดูสักหน่อย ที่แท้กลายเป็นพระอรหันต์ไปเสียแล้วหรือนี่
วันที่ 26 กรกฏาคม 2506 เวลาเช้า เดินทางไปนครสวรรค์ อารมณ์มีความผ่องใสเป็นกรณีพิเศษ นั่งรถไปลมโชยมา ใจสบาย อารมณ์ผ่องใส ใครเขาจะคุยกันไม่มีความสนใจ ถ้าเขาถามก็หันไปพูดกับเขา ถ้าเขาไม่ถามใจก็สบาย เวลานี้ใช้วิปัสสนาญาณตัดปัญจขันธ์เป็นอารมณ์ ไม่มีความรู้สึกว่าขันธ์ของเรา ขันธ์ 5 ของเรา ไม่ว่าขันธ์ของใคร มันไม่เป็นตัวเป็นตน มองแล้วมีสภาพเหมือนอากาศธาตุ ถ้าจะไปดูที่มันรวมตัว มีความรู้สึกมันคล้าย ๆ สุนัขเน่า ไม่มีความเยื่อใย ท่านกล่าวว่าวันนี้มีความสุขที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่เคยมีในกาลก่อน มันมีความสุข เยือกเย็น มีอารมณ์เบา จัดว่าเป็นนิรามิสสุข คือ สุขไม่อิงอามิส ไม่อิงวัตถุ วรรณะ ไม่อิงอารมณ์ใดทั้งหมด มันสุขเพราะจิตว่างจากอุปทานขันธ์
เมื่อกลับมาถึงวัดเวลา 13 น. เศษ เวลานั้นได้พบองค์สมเด็จพระทศพลโปรดมาให้โอวาทว่า พระโสดาบันนั้นเป็นผู้มีสมาธิตั้งแต่ปฐมฌานถึงฌานสี่ เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วมีปัญญาเล็กน้อย ในการพิจารณาขันธ์ยังคงมีความหวั่นไหวอยู่ อารมณ์พระโสดาบันยังมีความหวั่นไหวอยู่มาก ท่านบอกว่ามากกว่าความมั่นคง แต่ว่าสิ่งใดที่ได้แล้วไม่มีย้อนกลับถอย เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย ถ้าเป็นฆราวาสก็มีศีล 5บริสุทธิ์ ถ้าเป็นพระ ก็มีศีล 227 บริสุทธิ์ แต่ว่ายังมีการทรงอกุศลกรรมที่ไม่เป็นโทษอยู่ มีรัก มีร่วมรัก มีบุตร มีโกรธ แต่ไม่ด่า หรือไม่ทำร้ายอย่างหนัก แล้วก็ยังมีความต้องการความร่ำรวยในทรัพย์ ติดในทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรม เป็นต้น
พระสกิทาคามีก็มีจิตเหมือนกันกับพระโสดาบันขั้นเอกพีชี แต่ทว่ากิเลสทั้งหลายเบาหน่อย อารมณ์ในด้านกามราคะมันด้านจริง ๆ อารมณ์ในโลภะความโลภไม่มี คิดอย่างเดียวว่าทรัพย์สินเท่าที่จะพึงมีอยู่ เราจะทำทรัพย์สินนั้นให้เป็นส่วนสาธารณะประโยชน์ทั้งหมด คือเป็นประโยชน์ในด้านพระพุทธศาสนาด้วย เป็นประโยชน์ในการสงเคราะห์ด้วย เรียกว่า ทำกันให้หมดทุกอย่างเท่าที่จะพึงทำได้ การเก็บเงินไว้ไม่มี ทรัพย์สินใด ๆ ทั้งหมดที่มีแจกจ่ายหมดเอาเหลือไว้แต่เพียงใช้ ของดีที่มีอยู่ไม่เก็บไว้ใช้ทำบุญหมด ดูถึงอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามีมีความยินดีในการบริจาคทานเป็นปกติ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อในการบำเพ็ญกุศล ปรารถนาที่จะบำเพ็ญตนให้มีอารมณ์สูงขึ้นไปกว่านั้น
อนาคามีสมเด็จพระบรมครูท่านว่ายังมีความโกรธแต่ไม่ผูกโกรธ ยังหวั่นไหวแต่ว่าเกลียดกาม คำว่าหวั่นไหว คืออารมณ์ยังมีความไหวอยู่นิดหน่อย เมื่อกระทบกับความโกรธ รู้ว่านี้เขาทำให้เป็นที่ไม่พอใจเรา แต่ว่าหล่นหายไปเลยคือ ไม่ติดอยู่กระทบนิดหนึ่ง คำว่าปฏิฆะ แปลว่า กระทบ กระทบนิดหนึ่ง แล้วก็เกิดความไม่พอใจ ความไม่พอใจกระทบปั๊บเกิดปุ๊บหายปั๊บทันที ก็เหมือนกับลมพัดมาใบไม้ไหว แป๊บก็ทรงตัวหยุดนิ่ง นี่จัดเป็นสังขารุเบกขาญาณอย่างสูง ท่านบอกว่าเกลียดกาม คำว่า กามารมณ์ คำว่าเกลียดกาม คือ กามระหว่างเพศ เห็นเพื่อนต่างเพศเคยน่ารักเคยน่าใคร่น่าปรารถนา แต่ความรู้สึกคราวนี้เห็นเพื่อต่างเพศเป็นเหมือนศพในป่าช้า มองดูภายนอก เครื่องแต่งตัว เลยไปถึงหนัง เลยเข้าไปถึงเนื้อ เลยเข้าไปในข้างใน ตับ ไต ไส้ ปอด เลขเข้าไปข้างในเห็นโปร่งไปหมดว่าร่างกายคนทั้งคนเต็มไปด้วยความน่าเกลียดเหมือนกับศพเน่า หมดความหวั่นไหว คือ ไม่มีความรู้สึกในการปรารถนาในกามารมณ์ พระพุทธองค์กล่าวต่อไปว่า เธอก็มีความเพียรด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ควรระมัดระวัง เธออาจจะถึงที่สุดท้ายในพรรษานี้
ทรงกล่าวต่อไปว่า การพิจารณาขันธ์ห้าของเธอทำถูกต้องแล้ว การมุ่งละฉันทะกับราคะคิดว่าไม่มีอะไรนั้นถูก แต่ว่าควรจะพิจารณาระวังทวารทั้ง 6 ซึ่งเป็นอารมณ์เกิดจากจักษุ เป็นต้น คือ หมายความว่า ตาเห็นรูป หูได้ยิน จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นสัมผัส กายถูกต้องสัมผัสอารมณ์ใจครุ่นคิด ทรงกล่าวต่อไปว่า ระวังอารมณ์อันเกิดจากจักษุเป็นต้นด้วย คิดไว้พิจารณาให้มากจะมีผลมหาศาล
แล้วก็มีพุทธโอวาทต่อไป ตอนนี้เป็นพุทธโอวาทสุดท้ายเพื่อจบกิจ ท่านกล่าวว่าให้พระมหาโมคคัลลานะมาสอน แล้วท่านมหาโมคัลลานะ ก็กล่าวว่าสมเด็จให้มาสอน เวลา 9.30 น. พระโมคคัลลานะมาสอนขั้นที่สุดว่า จงกำหนดในความไม่มีของขันธ์ 5 ให้ถือว่าขันธ์ 5 มันไม่มี มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันมีแล้วก็เหมือนไม่มี คือ ไม่สนใจในมันเสียเลย แล้วทุกสิ่งทั้งหมดให้เป็นเอกัคตารมณ์ หมายความว่า ขันธ์ 5ก็ดี ธาตุทั้งหลายอย่างอื่นก็ดี มีความรู้สึกว่ามันไม่มีสำหรับเรา คำว่าให้เป็นเอกัคตารมณ์ คือ ให้ทรงอารมณ์อยู่อย่างนี้เป็นปกติ
แล้วท่านพระโมคคัลลานะก็บอกให้เพ่งอารมณ์อันจะพึงเกิดจากรูป จากกลิ่น จากเสียง จากรส จากสัมผัส จากอะไรทุกอย่างทั้งหมด ตาเห็นรูป หูได้ยิน จมูกได้สัมผัสกลิ่น ลิ้นได้สัมผัสรส กายสัมผัสอารมณ์ใจ ท่านบอกว่า ทั้งหมดเป็นรูป ท่านว่าทั้งหมดเป็นรูปมันไม่มี เสียงก็เป็นเสียงที่มันไม่มี กลิ่นก็เป็นกลิ่นที่มันไม่มี รสก็เป็นรสที่มันไม่มี สัมผัสก็เป็นสัมผัสที่มันไม่มี มันไม่มีตรงไหน ไม่มีตรงที่มันสลายไป รูปเห็นแล้วก็ผ่านไป มันมีสภาพไม่มี อย่าเอาใจไปนึกว่ามันมี ท่านพระโมคคัลลานะบอกต่อไปว่า จงไม่ยึดถือ คือปล่อยไปเสียเสีย ไม่ให้เกาะมันอยู่ ไม่ยินดีกับมันด้วย แล้วก็ไม่ยินร้ายกับมันด้วย ยินดีคือชอบใจ ยินร้ายคือไม่ชอบใจ มันจะไปหาอย่างไรก็ช่าง ทำให้เป็นเอกัคตารมณ์ คือ ทำให้อารมณ์ทรงอยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันจะเป็นอารมณ์ชิน แล้วก็ตั้งอุเบกขาญาณไว้ว่า คำว่าอุเบกขา แปลว่าวางเฉย มีความรู้สึกไว้ว่าเราจะวางอารมณ์ความเฉยไว้อยู่เสมอ ว่าเราจะไม่ยึดถือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เราจะเฉยโดยไม่ยอมยึดอารมณ์อย่างนี้ไว้ แล้วจะทรงใจให้ผ่องใสในพรหมวิหาร 4 โดยถือว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดควรได้รับความเมตตา ควรได้รับความสงสาร ให้ตั้งใจให้ดีโดยไม่เกียจคร้าน หากไม่มีความประมาท จิตจะพ้นอาสวะ นับตั้งแต่วันนี้ไปครบ 60 วัน ไม่เกิน 60 วัน
(จากหนังสือประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ. อุทัยธานี)

 

 

 

 

 

 

กลับสู่หน้าแรก