บวงสรวง
 
 
โดย คุณแม่ เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ
 
 

 

ถาม : การบวงสรวงคืออะไร เป็นพิธีการของศาสนาพราหมณ์ใช่หรือไม่?
ตอบ : การบวงสรวงคือ พิธีการทางพุทธศาสนา ที่ท่านโบราณคณาจารย์ได้กระทำ เพื่อเป็นการยอมรับนับถือท่านผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ในชีวิต มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์สาวก เทพไท้เทวา คุณบิดามารดา อาจารย์ทุกๆพระองค์ ทุกๆชาติ รวมทั้งพระภูมิเจ้าที่ ท่านท้าวจาตุรมหาราชทั้ง ๔ ท่านพระยายมราช เคารพท่านผู้เป็นใหญ่ในทั้ง ๓ โลก ชื่อว่าบวงสรวง คนส่วนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพิธีการของพราหมณ์ บวงสรวงเป็นภาษาพราหมณ์สมัยพุทธกาลก็เป็นภาษาบาลี ส่วนภาษาไทยแปลว่ายอมรับนับถือท่านผู้มีพระคุณ คือพระรัตนตรัย พรหม เทวา ผู้เป็นใหญ่ดูแลโลก ดูแลคุ้มครองผู้ที่มีบุญบารมี ไม่ให้ได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุ จากผู้ร้าย จากภัยธรรมชาติ เป็นพิธีการบูชาพระคุณความดีของท่านที่มีคุณงามความดีต่อสรรพสัตว์ทั้ง ๓ โลก
จุดประสงค์ของการบวงสรวงมีมากมายหลายข้อ แล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละท่านที่จะบวงสรวงเพื่ออะไร ก็ตั้งจิตอธิษฐาน อัญเชิญท่านผู้เป็นใหญ่ ท่านผู้มีพระคุณ ถ้าศาสนาพราหมณ์ก็บูชา พระพรหม เทวาอารักษ์ ถ้าเป็นชาวพุทธก็อัญเชิญท่านผู้เป็นใหญ่สูงสุด คือองค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า พระอริยสาวกทุกๆพระองค์เบื้องบนพระนิพพาน คุณบิดามารดาทุกๆชาติ เทพเจ้าพระพรหมเทวดาที่ดูแลคุ้มครองป้องกันทั้ง ๓ โลก เมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาแล้วตามที่เราตั้งใจอัญเชิญด้วยความเคารพนับถือด้วยใจจริง ขอให้ท่านช่วยเหลืองานใหญ่ๆ ที่เราจะทำ เช่นสร้างวัด สร้างบ้าน สร้างตึก เป็นต้น ก็ทำให้ ผีวิญญาณ คนสัตว์ ได้เห็นพระท่านมา ได้โมทนา ยินดี เมื่อได้เห็นแสงสว่างจากท่านผู้บริสุทธิ์ มีปัญญาบารมี มีความสุขสดชื่น โลกก็ไม่วุ่นวายเดือดร้อนจนเกินไป สรรพสัตว์ จะอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น
ถาม : คุณประโยชน์ของการบวงสรวงมีอะไรบ้าง?
ตอบ : คุณประโยชน์ของการบวงสรวงมีมากมาย หลายข้อ สรุปเป็นข้อใหญ่ๆได้ดังนี้
1. เป็นการปฏิบัติบูชา ด้วย กาย วาจาใจ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เป็นการบูชาแบบพิธีการเทิดพระเกียรติของท่านผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ ไพศาล คือองค์พระบรมโลกนาถศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกทุกๆพระองค์ คุณพ่อ คุณแม่ทุกๆชาติ คุณครูอาจารย์ทุกๆชาติ เทพเทวาอารักษ์ผู้รักษาโลกนี้ทุกๆพระองค์
2. เป็นการมอบกายถวายชีวิต เป็นลูกศิษย์ขององค์พระตถาคตเจ้าอย่างเป็นพิธีการ
3. เพื่อสงเคราะห์สรรพสัตว์ทุกดวงจิตในโลกมนุษย์ ตั้งแต่ เปรต ผี วิญญาณพเนจร คน ให้พ้นทุกข์ พ้นอันตราย และให้โลกอยู่ร่มเย็นเป็นสุข จากอานิสงส์ผลบุญของการบวงสรวงที่สรรพสัตว์ได้โมทนากับกุศลผลบุญ
4. สรรพสัตว์ทั้งหมดทุกดวงจิตวิญญาณ ทั้งผีและคนได้เห็นพระฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์โสภาคย์ที่ได้โปรดเมตตาทรงเสด็จมาเป็นองค์พระประธานของการบวงสรวง ก็มีจิตปีติ ยินดี สดชื่น เบิกบาน มีความสุข พ้นจากทุกข์บาปกรรม
5. เป็นการสะเดาะเคราะห์ของโลกมนุษย์ซึ่งมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย จากภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุต่าง ๆ ภัยเศรษฐกิจ ฯลฯ เนื่องจากบาปกรรมของ คน สัตว์ รวมทั้งภูต ผีวิญญาณมากมายหลายล้านที่คนมองไม่เห็น ผี คือจิตวิญญาณของคนที่ตายแล้ว แต่ไม่ไปไหนยังคงเวียนวนอยู่ในโลก เพราะความลุ่มหลงในร่างกายตนเอง ร่างกายคนรัก ทรัพย์สมบัติของตน จึงไม่พ้นจากการเป็นผี
6. เป็นงานพุทธาภิเษก ด้วยการขอพระบารมี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เมตตาให้วัตถุมงคล ทุกชนิดมีพลังพระพุทธานุภาพ พระธรรมานุภาพ พระสังฆานุภาพ เพื่อปกปักรักษา ป้องกันอันตราย และช่วยให้ผู้ได้วัตถุมงคลไปบูชา มีจิตก้าวหน้า เข้าถึงพระธรรม ได้รวดเร็ว
ขั้นตอนพิธี


1. ควรทำปีละครั้ง นิยมทำตอนเช้า ไหว้พระกล่าวอัญเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา คุณครูอาจารย์ เทพพรหมผู้เป็นใหญ่ดูแลโลก รวมทั้งท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระโภสพ รุกขเทวดา ทั่วชั้นฟ้า ชั้นดินทุกๆพระองค์ ขออันเชิญมาทั้งหมด
2. กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย
3. กล่าวขอขมาต่อพระรัตนตรัย
4. ตั้งจิตอธิษฐานปฏิญาณตนเป็นพุทธมามะกะ
5. กล่าวขอพรในสิ่งที่ปรารถนา แล้วแต่ท่านตั้งใจจะทำอะไร ถวายสังฆทาน ทำบุญวิหารทาน ธรรมทาน
6. ทำสมาธิ ๕ นาที
7. ถวายสังฆทาน ทำบุญ
8. แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลขอฝากไปกับพระฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยัง นรกโลก มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ขอให้สรรพสัตว์ ทุกดวงจิตหลุดพ้นจากภัยอันตราย มีความสุขสดชื่น และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดโดยสิ้นเชิง


บทบวงสรวงท่านท้าวมหาราชทั้ง 4

ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ท้าวธตรฐ ผู้อยู่ด้านทิศบูรพา
ธะตะรัฏโฐ ปะสาสติ ปกครองอยู่ซึ่งทิศนั้น
คันธัพพานัง อาธิปะติ เป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์
มหาราชา ยะสัสสิ โส เธอเป็นมหาราชา มียศ
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว แม้บุตรทั้งหลายของเธอเป็นอันมาก
อินทะนามา มหัพพะลา มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก
อิทธิมันโต ชุติมันโต มีฤทธิ์ มีอานุภาพ
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน มีรัศมี มียศ
โมทะมานา อัฏฐังสุ ยินดีมุ่งมา...ประทับอยู่

ทักขินัญจะ ทิสัง ราชา ท้าววิรุฬหก ผู้อยู่ด้านทิศทักษิณ
วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ ปกครองอยู่ซึ่งทิศนั้น
กุมภัณฑานัง อาธิปะติ เป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์
มหาราชา ยะสัสสิ โส เธอเป็นมหาราชา มียศ
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว แม้บุตรทั้งหลายของเธอเป็นอันมาก
อินทะนามา มหัพพะลา มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก
อิทธิมันโต ชุติมันโต มีฤทธิ์ มีอานุภาพ
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน มีรัศมี มียศ
โมทะมานา อัฏฐังสุ ยินดีมุ่งมา...ประทับอยู่

ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชา ท้าววิรูปักษ์ ผู้อยู่ด้านทิศปัจฉิม
วิรูปักโข ปะสาสะติ ปกครองอยู่ซึ่งทิศนั้น
นาคานัง อาธิปะติ เป็นอธิบดีของพวกคนนาค
มหาราชา ยะสัสสิ โส เธอเป็นมหาราชา มียศ
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว แม้บุตรทั้งหลายของเธอเป็นอันมาก
อินทะนามา มหัพพะลา มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก
อิทธิมันโต ชุติมันโต มีฤทธิ์ มีอานุภาพ
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน มีรัศมี มียศ
โมทะมานา อัฏฐังสุ ยินดีมุ่งมา...ประทับอยู่


อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา ท้าวกุเวร ผู้อยู่ด้านทิศอุดร
กุเวโร ตัปปะสาสะติ ปกครองอยู่ซึ่งทิศนั้น
ยักขานัง อาธิปะติ เป็นอธิบดีของพวกคนยักษ์
มหาราชา ยะสัสสิ โส เธอเป็นมหาราชา มียศ
ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว แม้บุตรทั้งหลายของเธอเป็นอันมาก
อินทะนามา มหัพพะลา มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก
อิทธิมันโต ชุติมันโต มีฤทธิ์ มีอานุภาพ
วัณณะวันโต ยะสัสสิโน มีรัศมี มียศ
โมทะมานา อัฏฐังสุ ยินดีมุ่งมา...ประทับอยู่

ปุริมะทิสัง ธะตะรัฏโฐ ท้าวธตรฐเป็นใหญ่ทิศบูรพา
ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก ท้าววิรุฬหกเป็นใหญ่ทิศทักษิณ
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโข ท้าววิรูปักษ์เป็นใหญ่ทิศปัจฉิม
กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง ท้าวกุเวรเป็นใหญ่ทิศอุดร
จัตตาโร เต มหาราชา มหาราชทั้ง ๔ นั้น
สะมันตา จตุโร ทิสา ยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบ
ทัททัลละมานา อัฏฐังสุ ให้รุ่งเรืองประทับอยู่

บทชุมนุมเทวดา

สัคเค กาเม จะ รูเป ขอเชิญเหล่าเทพเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์
คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ชั้นกามภพก็ดี รูปภพก็ดี และภุมเทวดา
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ซึ่งสถิตอยู่ในวิมานยอดภูเขา และหุบผา
ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิเขตเต ในอากาศ ในเกาะ ในแว่นแคว้น ในบ้าน
ภุมมา จายันตุ เทวา ในต้นพฤกษา และ ป่าชัฎในบ้านเรือน และในไร่นาก็ดี
ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา และยักษ์ คนธรรพ์ นาค ซึ่งสถิตอยู่ในน้ำบนบก
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง และที่อื่นไม่เรียบราบก็ดีอันอยู่ที่ใกล้เคียง
สาธะโว เม สุณันตุ จงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้คำใดเป็นของพระมุนี ท่านสาธุชนทั้งหลาย จงสดับคำของข้าพเจ้านั้น
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

 

การตั้งโต๊ะบวงสรวง

แผนตั้งโต๊ะใหญ่

 

คลิกเพื่อดูรูปใหญ่

 

พระคาถาเสกเครื่องบวงสรวง

ปิโย เทวะมนุสสานัง ปิโย พรหมานะมุตตะโม ปิโย นาคะ
สุปัณณานัง ปิณินทรียัง นะมามิหังฯ

 

 

แผนตั้งโต๊ะเล็ก

 

คลิกเพื่อดูรูปใหญ่

 

ถ้าจะขอให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย ให้ปูผ้าแดงหรือกระดาษสีแดงรับ
หัวหมู-ไก่ ถ้าไม่มีก็ใช้สีแดงทาเอาหรือหาดอกไม้สีแดงมาวางบนหัวหมู-ไก่

 

 

 

 

 

 

กลับสู่หน้าแรก