นับตั้งแต่ที่ผมกลับมาจากบ้านแสงทิพย์ฯ(เชียงใหม่) หนึ่งวันแรกของการฝึกมโนมยิทธิ ผมได้มานั่งกำหนดจิต (อทิสมานกาย) น้อมนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ที่ดวงตาที่ 3 แต่ทว่าไม่นานนักก็มีลำแสงส่องสว่างเข้ามาที่กลางหน้าผาก เลยน้อมนำดวงจิตพุ่งไปตามแสงทำตามที่อาจารย์บอกแนะนำ คิดว่าทุก ๆ ท่านคงมีแนวทางปฏิบัติคล้าย ๆ กันผม จะขอเล่าถึงสิ่งที่ปรากฏกับผมในสถานที่ต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพียงระยะเวลา 7 วันเริ่มตั้งแต่วันที่ 7-13 มิถุนายน 2554 ทั้งนี้ทั้งนั้นโปรดอย่าได้สำคัญว่าผมเก่งหรือมีบุญมากประการใดนะครับ ผมน้อมนึกในใจเสมอว่านี่ช่างเป็นพระมหาเมตตาจากเบื้องบนขององค์เสด็จพ่อพระบรมธรรมบิดา จากพระมหากรุณาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ จากพระอริยเจ้า จาก เทพไท้ พรหม เทวา ที่เมตตาต่อกระผมอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่ให้ผมได้เห็นเรื่องราวต่าง ๆ ดังต่อไปนี้(*หมายเหตุใหญ่ ๆ เลยนะครับ ทีแรกผมยังไม่เชื่อว่าองค์พระบรมธรรมบิดามีจริง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ยากมากที่อยู่ ๆ ผมจะน้อมเคารพรักพระองค์ได้อย่างสนิทใจเหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งผมเรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระองค์มาตลอด
แต่ก็อย่างว่าครับนี่คือเรื่องอจินไตย เป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครเปิดเผยมาก่อน เลยต้องลองพิสูจน์กันเองละครับ เปิดใจกว้าง ๆ เข้าไว้ ณ วันใดวันหนึ่งท่านจะได้รับรู้และเชื่ออย่างสนิทใจเหมือนผม)
- เห็นองค์พระปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนที่หมุนดวงจิตสักการะ
- เห็นพระบาทขององค์พระบรมธรรมบิดาไปจนถึงพระชานุ(เข่า) * ทั้ง2เหตุการณ์นี้ เหตุการณ์แรกนี่ถามอาจารย์...ซึ่งอาจารย์บอกว่าคือ สมเด็จพระองค์ปฐม
- ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 ดวงจิตบอกว่าคือ พระบรมธรรมบิดา
-เห็นพระบรมธรรมบิดาชัดทั้งพระองค์สีเงินประกายเพชร
-เห็นองค์.... ไม่รู้ว่าใคร แต่สอบถามอาจารย์ ท่านบอกว่าองค์พระปฐมในร่างนิพพาน เห็นตอนหมุนจิตสักการะ และเห็นพระอริยสงฆ์เจ้าหลายองค์แต่จำไม่ได้ว่าองค์ไหนบ้าง
-ในขณะที่จิตหมุนสักการะ...ดวงจิตหลุดลอยขว้างไปสถานที่แห่งหนึ่งเหมือนในอวกาศมีวิมานใหญ่ลอยอยู่กลาง ๆ สีดำ มีแสงสีทองส่องเต็มไปหมดรอบวิมานมีกงจักรสีทองล้อมรอบ สอบถาม อาจารย์คือ สำนักขององค์พ่อปู่พยายมราช
- ครั้งหนึ่งน้อมจิตไปที่หนทางที่เราเคยไปนั่นคือสำนักขององค์พ่อปู่พยายมราช เห็นองค์พ่อปู่ ยืนอยู่ที่หน้าผามองลงไปที่ขุมนรกต่างๆ แววพระเนตรอ่อนโยนมองด้วยความเป็นกลางน้อมจิตกราบลงที่พระบาทขององค์พ่อปู่ พลันนั้นก็ปรากฏเสาไฟมีครบเพลิงลอยอยู่กลางขุมนรกส่องสว่างอยู่(สอบถาม อาจารย์... ก็รู้ทีหลังว่าคือเสาไฟบรรลัยกัลย์) ก็เลยกราบขออนุญาตองค์พ่อปู่ได้แผ่บุญกุศลไปกับแสงไฟบรรลัยกัลป์อธิษฐานเปลี่ยนเป็นแสงทิพย์อริยธรรมแผ่ลงไปยังขุมนรกให้ได้รับบุญกุศลและโมทนาบุญโดยทั่วกัน
-ครั้งหนึ่งเคยส่งดวงจิตไปตามแสงทิพย์และแสงฉัพพรรณรังสีที่แผ่ออกไป อยากรู้ว่า แสงไปที่ไหนบ้าง ซึ่งเราอธิษฐานไปยัง 3 โลก แล้วอธิษฐานขอฟังเสียงโมทนาบุญจากสถานที่ต่าง ๆ อันมี นรก มนุษย์ เทพพรหมเทวา ได้ยินเสียงว่า สาธุ ดังกะหึ่มนุ่ม ๆ ผ่านเข้ามาที่หู เกิดปีติยิ่งนักที่ว่า เราแผ่บุญไปนั้นได้ถึงจริง มีผู้อนุโมทนาจริง มีผลจริงจงมั่นใจ
-น้อมนึกถึงผู้มีพระคุณเห็นองค์พ่อสักกะเทวราช ในร่างทรงสีเขียวนิล ในบางปางก็ปรากฏเป็นสีขาว ผุดผ่อง ที่รับรู้ว่าคือองค์พ่อพ่อท้าวสักกะเทวราช เพราะดวงจิตบอกและขอคำยืนยันกับอาจารย์... ว่าใช่
-เห็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ตอนนั้นผมเห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่งเดินผ่านหน้า ในใจก็อุทานขึ้นมาว่า โธ่นี่แค่ผู้หญิงธรรมดา บนสวรรค์ นางเทพธิดา นางเทพอัปสร สวยกว่านี้เยอะ และแล้วก็ปรากฏเทพธิดาองค์นี้ขึ้นมาสวยงามมาก น้อมจิตถามท่าน ซึ่งท่านตอบมาว่าคือ องค์แม่จามเทวี พระองค์ทรงเอาพระหัตถ์ลูบที่ศีรษะของผมด้วย และผมขอประทานรับฟังโอวาทจากพระองค์ พระองค์ตรัสสั้นๆว่า จงอย่าประมาท ทำดีให้มากๆนะลูก ครั้นตอนเย็นวันนั้นขณะที่จิตสงบนิ่งก็เลยน้อมจิตนึกถึงมารดาผู้มีอุปการะคุณ พระองค์ท่านก็ปรากฏขึ้นมา สอบถามอาจารย์แล้วผมคงเคยเกิดบนแผ่นดินของท่านเป็นแน่
-*** องค์สมเด็จพระบรมธรรมบิดาทรงประทานพระมหาเมตตาให้เห็นพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย(ยิ้ม) อันเปี่ยมด้วยพระเมตตา อบอุ่น ฯลฯ กระผมได้ทูลขอองค์พ่อให้ได้ไหว้พระสวดมนต์ ซึ่งองค์พ่อได้ประทานสถานที่แห่งหนึ่งให้(ไม่ขอเล่านะครับว่าเป็นแบบไหน) สอบถาม อาจารย์ปรากฏว่า นั่นคือ ทิพย์วิมาน นิพพานสถาน ที่องค์พ่อประทานให้ ปีติดีใจสุดบรรยายนะครับ
-ณ เวลาหนึ่งที่ทิพย์วิมานนิพพานสถานของผม ทีแรกผมตั้งใจว่า จะกล่าวสอนตนเอง แต่ไม่ใช่ ฟังไปฟังมาเหมือนเป็นพระโอวาทจากผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้ ณ ตอนนั้นนะครับ พอดีจับจดอยู่ที่พระธรรมเทศนา มีดังนี้
อันร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตน (ที่แท้จริง) ของเราอันร่างกายนี้เป็นเพียงธาตุ 4ขันธ์ 5 ไม่ได้ตั้งอยู่นาน
อันร่างกายนี้สักวันมันก็แตกดับสลายไป มันเป็นเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันเข้าไว้เท่านั้น อันร่างกายนี้มีความปรวนแปรเป็นธรรมดา ไม่ควรยึดติด..........ฯลฯ
ผมน้อมนึกจดจำได้แค่นี้นะครับ เสียดายผมลืมที่จะจดไว้สมองปัญญาน้อยเหลือเกินพยายามน้อมนึกให้ได้ทุกถ้อยวจนะของพระองค์แล้วแต่ผ่านมาถึง 6 วันพึ่งจะมาจด หากผิดตกหล่นประการใดจากพระดำรัสของพระพุทธองค์ ลูกขอกราบขอขมา โปรดประทานพระเมตตาอดโทษ อภัยให้แก่ลูกผู้นี้ด้วย พระพุทธเจ้าข้า
ณ ขณะที่ฟังพระธรรมเทศนาได้ปรากฏภาพตัวเองในอดีตชาติมากมายปรากฏออกมาเป็นฉาก ๆ เป็นคนเลว ดี ชั่ว ผี ยักษ์ ฯลฯ ใต้พื้นฐานทิพย์วิมานและได้เห็นตัวเองเป็นสัตว์ ช้าง หมู วัว ควาย แมลง ฯลฯ นับชาติไม่ได้ พวยพุ่งออกมาจากท่อเป็นควันสีดำเยอะมากมายสุดคณานับ ครานั้นผมปีติใจมาก ที่พระองค์บรมธรรมบิดา และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระทานพระเมตตาต่อผมอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผมเลยน้อมเอา ดวงจิต (อทิสมานกาย) ก้มลงกราบที่พระบาทขององค์สมเด็จพระบรมธรรมบิดานับครั้งไม่ได้ ด้วยความปีติใจ แว๊บหนึ่งได้รับรู้ว่า มีมือ 2 ข้าง ยื่นมาลูบที่ดวงจิตของผม รับรู้ได้ที่หน้าผากเลยว่า ร้อน ๆ อุ่น ๆ ตอนที่กราบนั้นรับรู้เหมือนว่าพระองค์จะบอกว่า เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย
เช้าวันรุ่งขึ้นพูดคุยเรื่องนี้กะอาจารย์ อยากสอบถามถึงพระธรรมเทศนาว่าเป็นของใคร น้อมจิตทูลถามได้คำตอบมา 2 พระองค์คือ พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ อ. เน้นพระองค์หลังมากกว่า
- เห็นฤาษีตาไฟ น้อมจิตถามและท่านบอกเอง
-ได้เห็นพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ในตอนกลางคืน ทีแรกพระองค์ปรากฏพระวรกายเป็นองค์เล็ก ๆ แยกออกมาเป็นหลายองค์ซ้อน ๆ กันเรียงหน้าตรง เลยน้อมจิตเพ่งดูพระองค์ ๆ กลายเป็นองค์แก้วใสประกายสีทอง ดังเปลวไฟ รัศมีพวยพุ่งออกมาจากพระวรกาย พระองค์ทรงมีพระวรกายใหญ่มากปีติใจสุดบรรยายนะครับ
-ได้เห็นพระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์สีเขียวนิล เครื่องประดับเป็นเพชร ประกายระยิบระยับ มาในปางสมาธิ
-ได้เห็นพระสิกขีสัมมาสัมพุทธเจ้าในตอนกลางคืนองค์เป็นสีนิลทรงเครื่องประดับสีทอง( เห็นไม่ชัดเป็นลางๆไกลๆ) แต่มีคำตอบว่า คือพระสิกขีสัมมาสัมพุทธเจ้า (องค์พระปฐม)
-*****ได้เห็นพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธจ้าในตอนกลางคืน พระองค์ทรงประทับนั่งบนพระแท่นสีพระองค์ออกเป็นแก้วใส ๆ ประกายรัศมีสีทอง พระองค์ทรงมีพระวรกายใหญ่สูงมาก เงยหน้าแหงนดูรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ในพระมหาบุญญาบารมีของพระองค์และได้รับฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง โลกธรรม 8 ตอนที่ฟังพระธรรมเทศนานั้น รับรู้ได้ว่ามี
อทิสมานกาย ไม่รู้ว่าใครบ้างมานั่งฟังด้วยมากมาย พระธรรมเทศนา มีดังนี้
สรรพสัตว์ในโลกล้วนอนิจจัง มีสุข มีทุกข์ มีลาภ อีกไม่นานก็เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา ซึ่งก็ดูได้..แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระองค์ก็หาได้พ้นไม่ (ทรงเน้นให้เห็นว่าขนาดผู้มีพระบารมียิ่งใหญ่มากมาย ก็หาได้พ้นจากสิ่งนี้ แล้วเราล่ะ เป็นใคร แค่ไหน อันนี้ตริตรองไปตามพระธรรมเทศนานะครับ) มีสรรเสริญ ซึ่งก็หาใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืนไม่ควรยึดติด มีสุขซึ่งก็หาได้เที่ยงแท้ มีทุกข์....เหมือนที่ลูกประสบอยู่ตอนนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นลูกจงใช้ชีวิตบนโลกโดยมองตามความเป็นจริง เห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริง รู้ให้เท่าทันมันแล้วจะมีความสุขบนโลก
จบพระธรรมเทศนาก้มลงกราบแล้วมองดูพระพักตร์ที่อยู่สูงมาก เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาหาที่สุดมิได้ ทุกครั้งที่น้อมนึกถึงก็ปีติใจตลอด
- ได้เห็นวิมานของตัวเองบนชั้นยามา (ไม่ขอบรรยายนะครับ) อันนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์เคยลองให้ผมตรวจสอบดูนะครับ
-***ได้เห็นหลวงปู่ทวด ท่านสอนอสุภะกรรมฐานโดยเนรมิตหน้าเปื่อยยุ่ยเละลงจนไม่มีอะไรเหลือเลย เหมือนหลวงปู่ท่านเมตตาผมเป็นอย่างมาก เพราะผมชอบมองผู้หญิง ครุ่นคิดในกาม (จิตลามก เลวมากครับ) แต่ไม่รู้เป็นไงผมชอบอสุภะกรรมฐานและกายานุคตาสติกรรมฐานมาก ทุกครั้งที่ได้ฟังจะรู้สึกดีเหมือนได้ฟังมานาน หลวงปู่ท่านคงเมตตาอยากให้ผมมีสิ่ง ๆ นี้ในหัวใจ (ดวงจิต) เอาไว้ต่อสู้กับความงามเป็นแน่
-เห็นเทพองค์หนึ่ง สีทองมีสังวาลย์คลุมกาย ทีแรกท่านยังไม่บอกพระนาม แต่พอถาม อาจารย์แล้วจึงรู้ว่านั่นคือ องค์พ่อท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งตอนที่ อาจารย์บอกผมเสร็จว่านั่นคือองค์พ่อท้าวเวสสุวรรณ ก็มีองค์เทพสีขาว ทรงสังวาลย์ในพระหัตถ์ถืออะไรไม่รู้ไม่ได้สังเกต ปรากฏให้เห็นยืนยันว่านั่นใช่ องค์พ่อจริงๆ
-เห็นครูบาเจ้าศรีวิชัยแต่เป็นแค่รูปปั้นรูปหล่อ ในมโนภาพ น้อมจิตดูก็ไม่เห็นอะไรต่อ คงยังไม่คลิก(กระแสจิตไม่ตรงกับครูบาเจ้าเป็นแน่)
-เห็นพระสีวลีเถระเจ้า เป็นภาพลางๆ แล้วหายไป
- เห็นรูปปั้นสมเด็จพ่อตากสินมหาราช เลยน้อมจิตไปดูองค์จริงของพ่อ แต่จิตก็พุ่งไปที่วิมานแห่งหนึ่ง มีภาพ ร.1กับอีกพระองค์ผมไม่ทราบพระนาม ปรากฏเข้ามาด้วย วิมานนั้นใหญ่มาก เสมือนเมืองแห่งหนึ่งก็ไม่ปาน
-น้อมจิตไปกราบพระผู้ทรงคุณต่อประเทศชาติอย่างมากพระองค์หนึ่งเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอพระองค์นั้นสักครั้ง ตัวผมเคยได้บวชตอนอายุ 22ที่วัดพระแก้ว) น้อมอทิสมานกายกราบลงที่พระบาทของท่าน ท่านทรงเมตตาน้อมพระวรกายลงมาแล้วเอาพระหัตถ์ลูบที่กลางกระหม่อมของผม ปีติหาที่สุดไม่ได้ครับ
****************************
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ผมได้รับรู้ ยังมีอีกมากมายซึ่งผมอาจไม่ได้พิมพ์ลงไปหลังจาก 6 วัน ผมรู้สึกว่าเพียงแค่นี้ ผมก็ปีติใจสุด ๆ แล้วยังอยากจะพิสูจน์อะไรอีกทีเหลือนั่นคือของแถมซึ่งอาจารย์บอกอยู่เสมอ ทุกวันนี้ผมก็ทำตามที่พ่อสั่งทรงอารมณ์ใจไม่ให้เลวทราม หมั่นสอนตัวเองทุกวัน หมั่นแผ่บุญเท่าที่มีโอกาศจะทำได้ไม่ขาด ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มุ่งตรงที่เดียว คือ พระนิพพาน กลับบ้านที่แสนจะอบอุ่น บ้านที่ไร้ซึ่งกิเลสทั้งหมดทั้งมวล บ้านที่พี่ ๆ น้อง ๆ ปู่ย่า ตาทวดจริง ๆ ของเรารออยู่ นั่นคือบ้านของจริง ส่วน 3 โลกนี่เป็นเพียงแค่ที่สมมุติ จะมัวไปยึดติดอะไรอีกเล่า เสียเวลามามากแล้ว เกิดแล้วเกิดเล่า ตายแล้วตายเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่า ก็ยังมองไม่เห็นอีกหรือ ?
อาจารย์วรัญญู ( ต้น จากแม่สาย)
|