สวัสดีท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน
ดิฉันได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน มาตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2523 เป็นต้นมาจากอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย ซึ่งไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ที่กล่าวกันว่า พุทโธอัปมาโณ ธัมโมอัปมาโณ สังโฆอัปมาโณ ดิฉันได้รับผลอันเป็นปัจจัตตังสุดที่จะคณานับ ดิฉันมีเคล็ดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเป็นคำพูดผุดขึ้นขณะที่กำลังทำงานอยู่แทบทั้งสิ้น
เนื่องจากกายก็ทำงาน กายจิตก็ทำงาน จิตนิยมอยู่คนเดียวกลางสวนที่ค่อนข้างจะเป็นป่าธรรมต่างๆ ที่ผุดขึ้นก็จดไว้อ่านเล่น ไม่คิดว่าจะต้องมาเขียน ณ ที่นี้แต่อย่างใด เพราะตระหนักอยู่ว่าธรรมนั้นเป็นขององค์พระตถาคต ได้สัมผัสแล้วก็จะถวายคืนแด่พระสัพพัญญูบรมครูของมนุษย์ และเทวดา
คำพูด น้ำคำ ถ้อยวลี บางครั้งเป็นบทร้อยกรอง บางครั้งเป็นคาถา บางครั้งเป็นเพลง คำคม กลอนเปล่าที่ไร้สัมผัส และเป็นแม้กระทั่งกลอนลำเต้ย ซึ่งจบลงด้วยพระนิพพานทุกๆ บท ดิฉันได้นำมาร้อง นำมารำก็รู้สึกขอบคุณคุณพระรัตนตรัยที่ทรงอุปถัมภ์ค้ำจุนมิให้ฝืดเคืองในโลกยุคนี้เป็นอย่างดีเลิศประเสริฐศรี
ดิฉันเรียกพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานว่า “หลวงพ่อ” ตลอด ดังนั้นจึงมิได้หมายถึงใครอื่น แม้ว่าโลกยุคปัจจุบันจะมีพระอริยเจ้าอยู่จำนวนมากมายก็ตาม ทั้งนั้น และทั้งนี้เพราะเหมือนหลวงพ่อได้ชุบชีวิตดิฉันขึ้นมา ถ้าดิฉันรู้สึกจะไม่สบายใจบ้าง เพลงก็จะผุดขึ้นมาทันทีทันใดว่า
ใจจงอย่าหลงประเด็น ใจจงอย่าเบนอย่าเบี่ยง
ใจจงมองโลกว่าคือความไม่เที่ยง จงมีธรรมหล่อเลี้ยงเคียงคลอชีวี
อย่าปรุงแต่งแสดงส่งประสงค์ร้าย อย่าทำลาย ขวัญสั่น คลอน ร้ายรอนวิถี
ใจจงมีพระอยู่กับพระชนะไพรี ทิ้งทุกข์ที่มีจักมิ ตรมระทมใด
นะโมหลวงพ่อขอได้โปรด มาเป็นหยดหยาดน้ำทิพย์โลมใจ
โปรดมาเป็นธรรมโอสถ และหลักชัย เป็นสุคนธาลูบไล้หล่อเลี้ยงโลมฤดี
พระองค์เป็นประดุจดั่งลมปราณ หลวงพ่อประทานบันดาลเปล่งรัศมี
พระคือชีวิตชุบชีวิตอิทธิฤทธี ทรงไว้ซึ่งความปรานีสรรพสัตว์ขจัดทุกข์ภัย
ชีพสราญเพราะพระผลาญเผาเงาชั่ว “ลูกไม่ต้องกลัว” แกล้วกล้าสง่าสดใส
มิต้องหวาดหวั่น อกสั่นขวัญแขวนแกว่งไกว
พระพ่อดับไฟ บรรลัยแล้วไปนิพพาน ★ ก.ค. 47
แสงแดดส่องโลก ศิวโมกข์ส่องใจ
ลมรินรำไร พระรัตน์ตรัยรินธรรมมา ★ ก.ย. 46
กระแสโลกไม่มีน้ำหนัก หากจิตปักพระพุทโธ
กระแสธรรมนำภิญโญ โลกจักโซซัดเซไป
คำสอนกลอนพุทธะ ให้ชนะโลกวิสัย
พระธรรมชำระใจ จักทรงชัยห่างไกลมาร
คำสอนกลอนวิมุติ สู่พิสุทธิ์เกษมศานต์
ฤดีสิเบิกบาน มิแผ้วพานสิ่งใดใด
ไม่มีภพสยบอยู่ เสียงธรรมกู่จากรัตน์ตรัย ครรลองธรรมยองใย สว่างไสวไร้พรมแดน ★09.09น. / 10 เม.ย. 47
พระธรรมค้ำชู ให้ชีพชื่น และรื่นรมย์
ดับทุกข์ตรม ข่มอวิชชา ให้ล่าถอย
พระธรรมทำ ให้คนชั่ว ได้ลมรอย
พระธรรมร้อย เรียงธรรม บำรุงฤดี ★ 19.25น. / 10 เม.ย. 47
ที่ระลึก ที่ตรึกตรอง ที่มองหา
คือพุทธา คือพุทธะ สะใจฉัน
มองคราวใด ไม่ว้าวุ่น มีคุณอนันต์
พระสัพพัญ สัพพัญญู คู่ควรใจ
ในมีพระ มีพลา ทรงอานุภาพ
ช่างปลื้มปลาบ ปีติ สิริยิ่งใหญ่
ไม่พบโลก มาโขกสับ ระงับเวรภัย
โอ้รัตน์ตรัย ทรงคุ้มเกล้า ให้เราสุขสันต์
สุดวิเศษ ประเสริฐศรี ไม่มีภพ
ทุกอย่างลบ ลบเลือน เหมือนเพียงฝัน
จิตกระทบ พบทุกข์ ดับทุกข์พลัน
ไม่ต้องพรั่น สะพรึงกลัว ไร้ตัวตน ★ 08.00 น. / 6 เม.ย. 47
กายคตาหลั่งไหลมา มอบทุกข์
กายคตาไม่เป็นสุข สักเวลา
กายคตาไม่สนุก สักน้อยเลย
แหล่งขยะแขยงเจ้า ป่าช้าของตน ★ 07.11 น./14 เม.ย. 47
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ความตายมีทุกฝีก้าว
จงอย่าปวดร้าว เราจักต้องตาย
สรรพสิ่ง คนสัตว์ ทั้งหลาย
อย่าได้มอบหมาย จีรังยั่งยืน
ตถาเรียกมาดูธรรม
อย่าหลงช้ำ อย่าหลงชื่น
ธรรมะพระชินสีห์ จะไม่มีเป็นอื่น
ใครจะฝืน ยั่งยืน ไตรลักษณา ★ 13.06 น./14 เม.ย. 47
มาตามพระธรรมเรียกคู่ มาสู่ร่มธรรมตถา
มาตรึกมาภาวนา มาหาธรรมคายเมา
มาตรองมามองความตาย ทำลายสิ่งเศร้าหมอง
มาหยุดมาพักร่มเงา มาเว้ามาวอนอ้อนพระธรรม ★13.49 น./14 เม.ย. 47
สว่างไสว มิใช่ตลอดเวลา
ทำจิตเฉพาะครา เป็นครั้งคราว ★9.49 น./15 เม.ย. 47
ไม่กลับไปสู่รัศมี โศกเศร้า
จักอยู่กับธรรมพระพุทธเจ้า แดนใจ
จักอยู่กับธรรมฆ่าสิ่งเขลา ขวางจิต
จักชื่นชิดพิจธรรมไล้ ลูบล้างหม่นมัว ★16.46 น./15 เม.ย. 47
บ่ตั้งความหวัง บ่เอาหยังจากโลก
บ่สุขบ่โศก ลืมโลกเมื่อจิตกระทบ(อรูปฌาน 4) ★22.35น./15 เม.ย. 47
ไม่ตั้งความหวัง ว่างเปล่า ไม่เอาอะไร
ทำจิตหยุดใน ณ ที่ใจ เดี๋ยวนี้
ทำใจ ทุกคราไป ถ้วนถี่
บูชาพระบ่งชี้ บ่อยากได้อันใด ★15 เม.ย. 47
ยุงกัดคันก็จงเกา หากเหงาก็จักตรองธรรม
หากจิตกระทบสิ่งช้ำ มิใช่ล่วงล้ำ กระหน่ำดวงใจ ★15 เม.ย. 47
ความตายมาเยือนเหมือนเพชฌฆาต ล้วนทรงอำนาจมัจจุราชถามหา
สรรพสิ่งทั้งหลายภายใต้อนัตตา ยกเว้นคำว่า ธรรมะกับพระนิพพาน
สองสิ่งนี้จริงเที่ยงแท้ ไม่ปรวนแปรไม่อวสาน
ธรรมะเป็นอกาลิโกกาล ส่วนพระนิพพานอยู่เหนือวัฏฏา ★10.29 น./7 ต.ค.47
ทำใจให้เป็นพระ จำไว้นะพระในอก
ทางที่หนีนรก พระในอกนึกให้เห็น
พระวิสุทธิเทพ ทำใจเซฟจักร่มเย็น
สิ่งนี้มิลำเค็ญ สิ่งจำเป็นปลูกให้มี ★10 ต.ค. 47
น้ำคำ
คำของโลกโศกหมองไม่ผ่องผุด ไม่บริสุทธิ์คว้าไขว่และไขว้เขว
ระทมทุกข์โทมนัสแล้วซัดเซ ล้วนโลเลพึ่งไม่ได้ให้ตรอมตรม
ธรรมรสทศพลภควา องค์พุทธาตรัสสอนไว้ให้สุขสม
ฟังเมื่อใดน้อมใส่ใจก็รื่นรมย์ ดับระทมเฝ้ายลยินสิ้นอาสวะ 16.00น./19ก.ย.46
เพลง (ได้จากหุบผาแดง) 5 ทุ่ม 32 นาที 12 พ.ย. 32
เธอคร่ำครวญหาใคร หาใครหาใดนะเธอ
ครวญหาสิ่งใดมีแต่หลงใหลไม่มีจะเจอ หาใดก็เก้อ เธอละเมอหาอะไร
ดูสิเพ้อเหม่อหมอง จิตของเธอหมองสิ่งใด
จงมาธรรม ธรรมหยุดความช้ำ ธรรมพาสดใส พระธรรมร่ำไป มาดูใจของตน
ดูกรรมฐาน สมาทานทำจิตหลุดพ้น
มารใช่อื่นใด จิตตนหมองไหม้ทำให้ทุกข์ทน จิตตนสับสน เวียนวกวนทางมาร
ปิดทวารมารซี อย่ารอรีให้เป็นภพนาน
จงมาดูใจหยุดสิ่งหลงใหลให้สำราญ พระธรรมสำราญเปิดนิพพาน ปิดอบาย
สงบใจใฝ่ธรรม ไม่โศกระกำไม่มีเสื่อมคลาย
ไม่มีมายา มีแต่เมตตากรุณา ละ คาย ไม่เสื่อมสลาย ธรรมละลายบาปกรรม
เพลง ( พระที่ไม่มีตัวตนมาร้องในห้วงจิต ) ขณะกวาดใบไม้ในวัดป่าแห่งหนึ่ง เมื่อ เดือน พ.ค. 2530
ใต้พิภพจบบาดาล พระนิพพานยังส่องใจ
อยู่แห่งไหนใจเป็นสุข ห่างจากทุกข์และบ่วงมาร
ใจสะอาดปราศจากสังขาร พิชิตมารตลอดไป
ใจสุกใสใจสว่าง นั่นทางพระนิพพาน นิพพานเบิกบานแท้ไม่เกิดแก่เจ็บตายไป
นิพพานหมดอาลัยทิ้งเยื่อใยในโลกา นิพพาน นิพพาน นิพพานสราญใจ
บอกไปใครไม่รู้ ผู้ทำอยู่รู้กว่าใคร
เพลง หลวงปู่โลกอุดรมาร้องให้ฟัง 3-16 เม.ย. 2534 เมื่ออยู่แต่ลำพัง 13 คืน
แขวนเจ้าไว้ปลายกิ่งฟ้า แขวนขวัญตากับกิ่งฟ้าแก้ว
ทำใจให้ใสเพริศแพร้ว ไม่คลาดแคล้ววิมุติโต
ฝึกใจให้ใสวิลาศ ให้เป็นธาตุวิเศษวิโส
พุทโธ ธรรมโม สังโฆ จักภิญโญ สารนังคัจฉามิ
อุทัยไขแสงส่องมา ปลอบขวัญตา ดับห้วงดำริ
กาย จิต สัมมาทิฏฐิ สัมมาสมาธิที่มัชฌิมา
มัชฌิมาขวัญตาอย่าซัดส่าย สิ่งทั้งหลายล้วนแต่อนัตตา
คุมเข้มข่มใจอุเบกขา มัชฌิมาทรงไว้ทำใจเป็นกลาง
ซักผ้าได้ขาว ใช้เพราะเพียง แรงเราขยี้
นั่นเพราะว่ามี ผงซักฟอกดี เป็นตัวยา
ล้างน้ำสะอาด จึงผุดผาด แลดูงามตา
คนซักนั่นหนา ต้องอาศัย ปัจจัยดังกล่าว
เราแก้ทุกข์ได้ ร่มเย็น เป็นมรรคผล
ทั้งทุกข์ของตน ของคนอื่น อันผะผ่าว
เรามิได้ ใสวิสุทธิ์ ดุจดวงดาว
อำนาจพุทธเจ้า และตรัยรัตน์ จึงวัฒนา
ได้ดีเพราะธรรม น้อมนำ บำเพ็ญไว้
ดีเพราะได้ อาจารย์ดี จึงมีวาสนา
ดีเพราะพระธรรม บริสุทธิ์ ไม่ฉันทา
ดีเพราะเทพยดา ผาสุกนี้ ดีเพราะพระธรรม
เพราะพระธรรม ชำระใจ จึงใสสด
เกียรติปรากฏ เพราะสัพพัญญู ทรงอุปถัมภ์
เพราะทานศีล ภาวนา คุณพระชักนำ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยค้ำ จึงล้ำเลิศ ประเสริฐเอย 3 พ.ย. 47
ทุกเช้าผ่านมา ตื่นตา ก็ต้องตาเสียง
ฝูงนกจำเรียง ร้องเรียก ระงมราวป่า
ส่งเสียงเพรียก พลอดพร่ำ จำนรรจา
กึกก้องท้องวนา แนวไพร พิไรรำพัน 07.30 น. 19 พ.ย. 47
มันหยอกล้อ! มันคุยจ้อ! จุ้กจิ้ก จ้อกแจ้ก จอแจจนสนั่นป่า ป่านว่าสวนของนก และดงดิบ หรือตรงนี้มิใช่สวนข้า หากจะเรียกป่าไม้ใหญ่จะเหมาะกว่า 2 – 3 วันที่ผ่านฝนตกหนัก แต่ไม่นานนักทำให้อากาศหนาวเย็น... เย็นยะเยือก แดดไปหลบอยู่เมฆ
สวนศรีนี้สงบ... เราเคารพพระธรรมทำวัตรเช้า... เอาใจใสไปกราบพระนิพพาน ตวัดจิตจากพระนิพพาน พรหม อรูปพรหม สวรรค์ ผันผ่านสู่วัดท่าซุง ผดุงธรรมค้ำจุนจิต หากโลกนี้ไม่มีวัดท่าซุง และองค์หลวงพ่อไหนเลย เราจะรู้ธรรม โลกนี้สาธุชนมีอยู่ทุกๆ วัดเป็นสมบัติของพระศาสดา เราต้องเคารพบูชา ส่งใจกราบไหว้พระอริยเจ้าทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ และมหาโพธิสัตว์ทุกหมู่เหล่าทั้งที่มีชีวิตอยู่ และดับขันธ์ไปแล้ว ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ด้วยใจบูชาทุกรูปนาม
แต่ทว่า ดุจข้าวปลาอาหารซึ่งมีอยู่เต็มโลก หากไม่มีบิดา มารดานำมาป้อน ไหนเลยเราเติบใหญ่ และเข้มแข็ง เราวันนี้หากไม่มีองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน นำธรรมมาป้อนยากที่จะรู้ธรรมเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งต้น กลาง ปลาย ธรรมพระตถา หลวงพ่อเมตตามาป้อนให้
แม้ฝูงนกจะเพรียกกู่ บรรยากาศจะหลุมหรู่อย่างไรแถมด้วยหยดน้ำค้างที่พรมพร่างแนวไพร ก็มิอาจทำให้สะดุดใจไปเหลียวมอง เสียงต่างๆช่างสรรหามาให้เพราะเพลินเหมือนหยอกเอินให้ไพเราะเสนาะโสต ก็ไม่พอจะปราโมทย์ให้เมาตามจิตมีนิยามกล่าวว่า...
เสนาะเพราะเพลินเพียงใดก็จักไม่หยุดความตายของเราได้ เจ้าไม่ใช่เสียงแห่งอมตะโลกทั้ง 3 เสียงใดๆ...ก็ไม่สามารถเยียวยาอาการเกิด แก่ เจ็บ ตายของเราได้เลย
ขณะจิตนิ่งจึงดิ่งสู่มรณาอุปสมาตรงอยู่เฉพาะกาลขณะบูชาพระอยู่นั้น นกร้องก็ร้องไปดุจกล่อมพงไพรไว้อาลัยศพเราทำวัตรทุกครั้งมันเหมือนการจัดงานศพสวดอภิธรรมให้กับตัวเองทุกเมื่อที่เราทำธรรม...
และเช้านี้ก็ดุจเดียวกัน...คณานกมันโผผกเพรียกพล่านสะท้านทั่วแนวไพรบินจับกิ่งไม้ ทักทายกันอยู่เซ็งแซ่ราวกับงานมหกรรมตะเบ็งเสียง หากไม่มียาเป็นญาณทัศนะแห่งตถาคตมาส่องใจ เราจะหลงสักเพียงใดในธรรมชาติเช่นนี้ น่ายินดีดุจมีมนตรามารินรด
รถ(จิต) ขับไปตามทาง(มรรค 8 ศีล สมาธิ ปัญญา) ที่ค่ำมืด(อุปาทานว่าโลกสวยงาม) ทางดีลาดยาง(มหาสติ) ไฟหน้ารถเปิดสว่างในค่ำคืน(จิตที่มีธรรมส่องในท่ามกลางโลกที่มืดด้วยแรงกิเลสในใจตน) แล่นไปสู่จุดหมายคือบ้าน(นิพพานเทอญ)
ด้วยอำนาจแห่งตรัยรัตนา นำพาให้พ้นเขลาได้บ้างในบางเวลา จิตตวัด จิตวิปัสสนา องค์หลวงพ่อเมตตานั่งในใจลูก
พร้อมไปด้วยสภาพวิหารแก้วร้อยเมตรและวัดท่าซุงทั้งหมด ไม่เลี้ยวลดซบหน้าบูชาธรรม และย้ำจิตด้วยกตัญญูว่าพระพ่อนำธรรมตถามาป้อนลูก สาธุ พ่อรักลูกให้ถูกทาง
พงไพร ลมไกว ให้หนาวเย็น
ทางโลกเป็น เช่นนี้ แล้วสิหนา
อย่าหลงใหล อย่าใฝ่ฝัน อวิชชา
นี่ป่าช้า กลบหน้า กรุศพเราไว้
เย็นยะเยือก เปลือกโลก ชุ่มโชกหมอก
น้ำค้างหยอก คอกควง พวงไสว
หนาวเน็บเนื้อ แต่ทว่า ไม่หนาวใจ
หนาวพงไพร ไม่เหน็บจิต อนิจจัง
แดดสาดส่อง ท้องทุ่ง จรุงจรวย
ทำโลกสวย สวยไม่นาน จะผุพัง
หนาวไม่จริง จะอิงร้อน แล้วฝนประดัง
ใจอย่าได้ฟัง คำสั่งที่หลอกลวง
โลกออดอ้อน เราอิงธรรม ไม่จำสัญญา
ขอคุณสรรพา สิ่งชวนชี้ ที่ห่วงหวง
มิได้ว่าโลก ขอบคุณโลก และสิ่งทั้งปวง
วันคืนเลยล่วง รู้แล้วละ ไปพระนิพพาน
บรรยากาศ อ้อยสร้อย ที่อ้อยอิ่ง
ล้วนไม่จริง หมุนไป แล้วก็ผ่าน
ธรรมรส ทรงพรต ทศพลญาณ
รสพระธรรมหวาน หวานกว่า สุดขั้วใดใด
ไม่แปรเปลี่ยน ไม่วนเวียน ทำคนพ้นทุกข์
พระธรรมปลุก ป้อนธรรม เมื่อทำใจใส
ปฏิบัติธรรม พระธรรม จักชำระใจ
สว่างไสว พาพ้น เล่ห์กลเกมลวง
ยิ่งใหญ่เพราะตรัยรัตน์ เจิดจรัสเพราะรัตนตรัย
หาใช่เพราะอื่นใด นอกนั้นไซร้มิอาจมี
โลกมืด เหมือนโลก หม่นหมอง
นอกร้อง เหมือนไม่ สดใส
มองฟ้า เหมือนฟ้า ช้ำใจ
มองแมกไม้ เหมือนไม่รื่นรมย์
แต่ฉัน ขำขัน ขยันยิ้ม
จิ้มลิ้ม เฟื่องฟ้า ชวนชม
จุดเทียน เขียนกลอน ระดม
ทรงพรหมวิหารหวานใจ ธรรมเกิดขณะเดินทางไปคอยหนอก ตุลาคม 2546
ท้องฟ้ามืดคล้ำ ฟ้าคร่ำครวญคราง
โลกไม่อ้างว้าง หากว่างทำใจ
มองป่าพาปลง ดังดงหลับใหล
ยลนภาลัย เบื่อไปทุกสิ่ง
ซีกโลกส่วนตัว ในรั้วธรรมา
เป็นประหนึ่งว่า แดนน่าเกรงกริ่ง
ทรงความสงบ มีธรรมพึ่งพิง
ดุจโลกหยุดนิ่ง ไร้สิ่งรบกวน 17.44 น. 10 – 10 – 47
มองไปในศิวโมกข์ ในโลกจะต้องเร่งด่วน
มองพิจเพ่งจิตทบทวน ประมวลสรรพสิ่งส่งคืน 11.04 น. 10 – 10 - 47
คัดจากสมุดที่เขียนไว้อ่านเล่นเมื่อ 3-6-46 เวลา 17.30 น.
ดูลมหายใจเข้าออก....มองใบไม้บนโลกที่พบเห็นเป็นพระพุทธเจ้าและเป็นหลวงพ่อก็หมดเรื่องมองไปมองมา บ่อยเข้าๆ...เห็นต้นไม้ทั้งหมดกลายเป็นท่อนไม้...ไว้เผาศพของเราพอนึกว่าเผาศพ ท่อนไม้ทั้งหมดก็ลุกเป็นไฟ...ดูกสิณไฟ ไฟไหม้จบลงแล้วเป็นขี้เถ้า...พบความไม่มีอะไร...
จิตสรุปว่า ป้ายสินค้าโฆษณาสินค้า แต่ป้ายจิตที่ผลิตธรรมโฆษณาพระนิพพาน
เขียนเมื่อ 5 ทุ่ม 50 นาที ศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2543
จะเป็นคนสู้ชีวิตปลิดนิวรณ์ จะอาทรความว่างไม่สร้างปัญหา
จะอยู่อย่างผู้รู้อนัตตา จะนำพาธรรมงามสนามใจ
ฆ่านิวรณ์ไม่เป็นสองต้องสามารถ ฆ่าภพชาติบาดหมางทำใจใส
ฆ่าความชั่วจากจิตให้พ้นไป ฆ่าเวรภัยทำใจให้ทรงฌาน
จิตเป็นสุขขลุกอยู่กับผู้สงบ จิตสยบต่อธรรมผสมผสาน
จิตตื่นอยู่รู้ละชนะมาร จิตเบิกบานไม่เป็นสองปองพุทโธ ★
23.49 น. 15 มี.ค. 2543
จะสดชื่นหรือชอกช้ำ ก็เพราะธรรมได้ทำมา ★
17 มีนาคม 2543
เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวให้ใหญ่ บูชาพระรัตนตรัยชั่วชีพ
ทุกข์ทับถมขย่มซ้ำกระหน่ำบีบ พระธรรมาคือประทีปส่องทางใจ
4 ทุ่ม 42 นาที ศุกร์ 24 มี.ค. 2543
นี่การ์ตูน นู่นนิทาน นั่นละคร ไม่ใช่ของจริงสักอย่าง ของหลอกเด็ก ของเด็กเล่น
ใจเราสอนตนเองเมื่อประสบกับชาวโลกที่ทำท่าทางแปลกๆ
กับเรา เรา สบายใจพลอยขบขัน และขำขันไปด้วย ตลกดี เมื่อหวลระลึกถึง
อย่า ! อย่า ! อย่าหลงไปงมโข่งหรือเล่น กับเขาเลย เหยื่อเต่า เหยื่อปลาทั้งนั้น... นี่
การ์ตูน นู่นนิทาน นั่นละคร ... อย่าร้าวรอน หลงงมโข่ง และโฉงเฉง
เห็นแล้วละ เห็นแล้วทิ้ง อย่ากริ่งเกรง เรื่องเส็งเคร็ง อย่าเปลืองสมอง ของเราเลย ★
เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2543
พระธรรมเป็นมิตรชีวิตอิสระ เหมือนทุกข์ผละ จากไป ไม่ห่อเหี่ยว
พิจารณาเกิดดับ ที่ท่องเทียว จิตกลมเกลียว เกลาใจ ให้ตั้งมั่น
★
3 ทุ่ม 40 นาที พฤหัสบดี 16 มีนาคม 2543 บทกวีของคนบ๊อง
ความต่ำต้อยเพราะกรรมตน ใครจักเยียวยา...ถ้ามิใช้พระธรรม
ม้าอาชาไนยของเล่าปี่ พาเจ้าของฝ่าภัยอันตรายจากข้าศึกของโจโฉที่ตามล่าอย่างโคตรเหี้ยมสุดจะหฤโหดในการเผชิญหน้าอย่างไม่ไว้ชีวิต ตามฆ่า สุดฟ้า สุดป่าเขากั้นด้วย แม่น้ำที่ลึก และกว้างใหญ่กับหน้าผาอันสูงชันชวนประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่าเงื้อมมือมัจจุราช
ม้าแก้วพาเจ้าของดำน้ำลึกอยู่นาน แล้วโผทะยานขึ้นจากห้วงน้ำที่กว้างใหญ่ประดุจผู้มีฤทธิ์ และบุญญาธิการอย่างเป็นเลิศ
โอ้ !! ม้าแก้วเป็นแก้วใจให้ชีวิตพาฝ่าฟันข้ามพ้นความโหดร้ายได้อย่างยิ่งยวด หวลคิดว่า ช่างเหมือนกับช้างทรงของพระเจ้าพรหมมหาราช ที่ท่านพรหมผู้วิเศษได้จุติลงมาช่วยเพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองในครั้งโยนกนคร
เราสงบดื่มด่ำตกอยู่ในภวังค์แห่งความมหัศจรรย์นั้นน้ำตาไหล...อยากไหว้ม้าอยากทำบุญประสาททองคำให้ม้าของเล่าปี่
แล้วเราล่ะ...เป็นคนแท้ๆ จะไม่นำพาตัวเองให้รอดพ้นอันตรายจากวัฏฏะสงสารนี้หรือ? ถ้าคิดถึงการเพียรระงับนิวรณ์ที่ผ่านมา เราก็มีสิทธิ์เป็นม้าแก้วทุกเมื่อ รอดพ้นจากอันตรายทุกครั้ง เช่น อันตรายจากความโกรธ และขุ่นเคืองทั้งหลาย
ม้าแก้วพาหนีจากห้วงคับขันเสี่ยงภัยพาข้ามห้วงน้ำกว้างใหญ่ที่ลึก
และเชี่ยวกรากพาทะยานจากห้วงน้ำที่ดำดิ่งแล้วโผทะยานอย่างผาดโผนสู้หน้าผาแตะขอดเขาใครจะทำได้ถ้าไม่ใช่เทวดา
ความต่ำต้อยเพราะกรรมตน ใครจักเยียวยา ถ้ามิใช่พระธรรมทุกลีลาทุกท่วงท่าทำนองต้องชนะนิวรณ์ เรานอนพลิกไปพลิกมา จิตรู้จิตดูอาการเคลื่อนไปของกาย และจิตเราบังอาจ เราสามารถ เราทำได้ เราทรนง ดำรงไว้ซึ่ง... สัจธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้เพียงชั่วครู่ยาม ชั่วช้างกระดิกหู ชั่วงูแลบลิ้นถือว่าไม่เปล่าประโยชน์ เรามิได้ทำจิตให้ปนเปื้อนในขณะที่ทรงฌานตามเวลาที่พอใจ และสะดวก
ม้าแก้วในละครสอนใจข้า ชาติอาชาเก่งฉกาจไม่หวาดไหว
นำเจ้าของพิชิตศึกอย่างเกรียงไกร และชาญชัยเบิกบานสราญรมย์
★
รำลึกพระคุณแห่งพ่อ (พระราชพรหมยาน) ขณะนั่งรถไปเชียงใหม่ เมื่อ 21 พ.ย. 2545
พระคุณพ่อ ยิ่งใหญ่ สุดไพศาล
สุดประมาณ ยิ่งระวี ชี้สรรพสิ่ง
สอนสิ่งใด ไม่เลือนลบ พบความจริง
ยอดอย่างยิ่ง ดุจหงายของคว่ำ และเปิดของปิด
ลูกมีทุกข์ รุกโรม โหมกระหน่ำ
เมื่อรับคำ อวยพร อันศักดิ์สิทธิ์
พรของพ่อ มหัศจรรย์ พลิกผันชีวิต
หยดอมฤต คือน้ำทิพย์ สิบทิศสราญ
กราบเท้าพ่อ ทรงพระคุณ มีบุญแก้ว
นิราศแล้ว พ้นวัฏฏะ เกษมศานต์
ร่มรัตน์พ่อ หล่อเลี้ยงเพียง เทพประทาน
ลูกกราบกราน น้อมประณต บทบงส์ ★
“ อย่าไปคิด อย่าไปฝัน อย่าไปมั่น อย่าไปหมาย ”
ท้ายแห่งการเขียน อยากขอฝากท่านผู้อ่าน ถึงผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานอีกเหมือนกัน เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติเหมือนเครื่องปรุงอาหารให้รสดีน่าอร่อย ดิฉันขอแนะนำให้ท่านได้รู้จักเจ้าของวาทะที่ว่า “ อย่าไปคิด อย่าไปฝัน อย่าไปมั่น อย่าไปหมาย “ ซึ่งท่านได้มีบทบาทอยู่ไม่น้อยในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแบบปิดทองหลังพระมาช้านาน ในอดีตนับจาก พ.ศ.2531 เป็นต้นมา เขาเป็นเสมือนเจ้าของดอยหนอกเพราะเขาได้นำพาชาวบ้านนักศีล นักบุญที่เป็นศิษย์ของเขาเองไปสร้างที่มณฑปครอบพระบาทบนยอดดอยที่แสนจะห่างไกล และทุรกันดารปานจะเอาชีวิตไปทิ้ง
เขานำคนไปก่อสร้างด้วยความอุตสาหะและมีความเพียรอย่างแรงกล้านับแต่ พ.ศ.2531 เป็นต้นมา ทำให้หนอกนั้นมีค่า และท้าทายให้ไปเที่ยวชม กราบไหว้มณฑปเจดีย์ องค์พระวิสุทธิเทพแบบวัดท่าซุง เจดีย์น้อยกลางป่าบนยอดดอยปิดกระจกแก้วยามแดดกล้าจะพบว่า
“แก้วดอยหนอกกลอกแสงตำแหน่งรุ่ง งามเพราะอุ้งหัตถ์เธอได้สร้างสรรค์”
ซึ่งถ้าไม่มีเขาผู้นี้ไปบุกเบิกบนแดนบุญก็คงจะไม่มีคำกล่าวที่ดิฉันได้เขียนไว้อ่านเล่นๆ ว่า
อ้อมแขนเมฆสวมกอดยอดหนอกแก้ว ไม่คลาดแคล้วเคียงคู่อยู่เป็นสอง
สะท้านโลกสะท้านใจยามได้มอง โอ้ดอยทองดอยธรรมฉ่ำวิญญา
ยามปีนป่ายดังว่าจะไม่ถึง สูงสุดซึ้งสุดที่จะไปหา
แสนลำบากยากล้นจะพรรณนา ขอบูชากตัญญูผู้ผ่าฟัน
เขามีบารมีมาก นักบุญในพลังศรัทธา ท่านไปสร้างบุญที่ดอยหนอกโดยแทบจะไม่ต้องบอกกล่าว และชักชวนเลย จากเด็กถึงผู้เฒ่าพากันไปเดินเกือบ 1 วันก็พากันไปอย่างไม่หวาดหวั่น คนล้นศาลาพัก หลายคนต้องนั่งหลับเพราะไม่มีที่จะเอนหลัง
นอกจากนี้เขายังมีอาณาจักรเป็นพุทธจักรส่วนตัวแต่มีไว้เพื่อส่วนรวมในเนื้อที่ 14 ไร่ มีศาสนสถานสร้างถวายเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาที่น่าอัศจรรย์มากบนโลกนี้แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีใครเขาทำกันก็ว่าได้ เช่น ห้องพระทำวัตรค่ำเป็นวิหารใหญ่ ทั้งหลังหุ้มด้วยลายฉลุแลดูงดงามอ่อนช้อย ศาลาวัตรเช้าขนาดใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอก จำนวน 6 องค์ รูปลักษณ์ศาลาเป็นรูปปราสาทศิลปะแบบพม่า และที่วิหารวัตรค่ำได้สร้างเจดีย์บรรจุพระหางหมากพระคำข้าวจำนวนพันๆ องค์
สถานที่ตั้งอยู่หลังวัดอนาลโย บ้านต๋อมใน อ.เมือง จ.พะเยา เขาคือ อาจารย์ สุวัตร์ เลิศชยันตี เจ้าสำนักแห่งบ้านแสงธรรมชาติ หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสแวะชม ปฏิบัตธรรมและสนทนาโดยธรรมก็จะไม่ผิดหวังเลย
จากตัวอย่างเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่น้อยนิด ในความอลังการของเขา แต่เจ้าตัวนั้นเปรียบเสมือนน้ำที่เต็มขวดแล้ว มองดูคล้ายขวดเปล่า เขาผู้นั้นคือ
อาจารย์สุวัตร์ เลิศชยันตี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพะเยา
เสาร์ – อาทิตย์ และหลังเวลาราชการ โทร 01 – 7967 – 141 เวลาราชการ โทร 09 – 557 - 3643