พระไตรปิฎกเล่มที่ 31
ญาณะ แปลว่า ความรอบรู้ มีปัญญาชาญฉลาด เป็นภาษิตของพระคุณเจ้าท่านพระสารีบุตร ได้อธิบายว่า ญาณ คือ ปัญญาความรอบรู้ 10 ประการ
1. ฉลาดในการฟังธรรม มีญาณเกิดขึ้น คือ ปัญญาในพระธรรม
2. ฟังธรรมแล้วฉลาดในการสำรวมกาย วาจา ใจ มีญาณในศีลครบ
3. เมื่อกาย วาจา ใจสำรวม มีจิตมั่นคงในศีล 5 ทำให้เกิดเป็นสมาธิ เรียกว่า ญาณในสมาธิ
4. ฉลาดในการรู้จักว่าร่างกาย เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ เรียกว่า มีธัมมัฏฐิติญาณ
5. ฉลาดในการกำหนดรู้เรื่องราวในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าได้ญาณในการพิจารณา คือ สัมมสานญาณ
6. อุยพยัพพยานุปัสสเนญาณ มีความฉลาดรอบรู้พิจารณาไตร่ตรอง เห็นความแปร ปรวนของร่างกายคน สัตว์ ทุกอย่างในโลก
7. วิปัสสเนญาณ มีความฉลาดรอบรู้ คิดพิจารณาในความคิด ความรู้สึก ความจริง อารมณ์แปรปรวนต่างมีเกิดขึ้นแล้วดับไป เรียกว่า มีญาณในการรู้แจ้งตามความเป็นจริง
8. อาทีนเวญาณ มีความฉลาดรอบรู้มองเห็นโทษ ทุกข์ของการมีร่างกาย ขันธ์ 5 มีรูปมีนามเป็นของน่ากลัว เพราะมีแต่เป็นทุกข์ เป็นโทษจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่จบสิ้น
9. สังขารุเปกขาญาณ มีความฉลาดในการพิจารณาที่จิต จะหลุดพ้นจากการมีร่างกาย รูปนาม ขันธ์ 5 นั้นเสีย เมื่อจิตยังไม่พ้นจากความเป็นทุกข์ของร่างกาย จิตก็วางเฉยนิ่งๆ ไว้ไม่เป็นทุกข์ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ
10. โคตรภูญาณ จิตมีความฉลาดรอบรู้ที่จะพ้นทุกข์จากร่างกาย โดยนึกถึงพระนิพพานเป็นสถานที่แห่งเดียวที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และมีความสุขจริงตลอดกาล ยกระดับจิตเข้าถึงอริยมรรค อริยผล
ญาณ คือ ปัญญารอบรู้ทางจิต ทางธรรมจะเกิดขึ้นได้
1. เริ่มด้วยสติ คือ มีความจริงใจตั้งใจดูลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา รู้ตัวว่าตายแน่นอน
2. ความมั่นคง ความซื่อตรงดูลมหายใจมีความตายตลอดเวลาก็จะเกิดขึ้น เรียกว่ามีสมาธิ
3. มีสมาธิ คือ ความทรงตัวของจิตอยู่ทำให้กิเลสนิวรณ์ทั้ง 5 ระงับดับไป ทำให้จิตปลอดโปร่งเบาสบาย
4. นิวรณ์ทั้ง 5 ไม่มารบกวนจิต ความบริสุทธิ์สะอาด เบิกบานของจิตมีศีลก็ดีมีครบ สัจจะบารมีครบ ญาณ คือ ความรู้ในสิ่งที่ตามองไม่เห็นก็เกิดขึ้น
5. เมื่อมีอารมณ์ในสมาธิมีญาณความรู้พิเศษเกิดอารมณ์วิปัสสนาญาณ รู้สภาวะตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งแตกสลาย จะเกิดขึ้นจะใช้วิปัสสนาญาณ พิจารณาความทุกข์ ความแปรปรวน ความสูญสลาย เมื่อไรก็ใช้ได้ทันที มีกุศลจิต คือ จิตฉลาดแจ่มใส
6. เมื่อมีวิปัสสนาญาณเกิด จิตจะมีปัญญาฉลาดเฉียบแหลมจะตัดจะปล่อยจะละจะวางกิเลสตัณหาอุปาทานได้ปล่อยวางกายเขา กายเรา ขันธ์ 5 ได้ เข้ากระแสพระนิพพานได้โดยง่ายดาย
พระไตรปิฎกเล่มที่ 32 หน้า 123
แสดงญาณ คือ ความรู้เกิดขึ้นในจิตเมื่อตัดขาดจากอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน กฎของกรรม คือ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คำว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา หมายความว่า สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตเป็นของสมมุติ ของชั่วคราว ไม่มีตัวตนไม่ขึ้นอยู่กับใคร มีธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม อริยมรรค อริยผล
มีอยู่ 1 เดียวที่คงที่แน่นอนเป็นสุขถาวร แดนทิพย์นิพพาน คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ คือ จิตพุทธะ จิตพระอรหันต์ขีณาสพ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นจากความหลง ผู้เบิกบานเป็นสุขในพระนิพพาน ไม่มีวันเกิดวันตาย
ต้นเหตุที่มาของ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธ ธัสสะ 3 ครั้ง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 3 ครั้ง
สักกปัณหสูตร
ท่านท้าวสักเทวราช ผู้เป็นใหญ่บนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น กราบทูลถามปัญหากับองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้
ทูลถาม เทวดา มนุษย์ สัตว์ นาค คนธรรพ์ ผีทั้งหลายมากมาย มีอะไร ถูกอะไรผูกมัดไว้
แม้ตั้งใจจะไม่จองเวรก็ต้องอยู่อย่างผู้มีเวรมีกรรม มีศัตรู หมู่มารภัยอันตรายรอบด้านเบียดเบียน
ทรงตอบ มีความตระหนี่เหนียวแน่น ความอิจฉาริษยา เป็นเครื่องผูกมัดจิต
ทูลถาม ความตระหนี่ ความอิจฉาริษยา เกิดจากอะไร
ทรงตอบ เกิดจากสิ่งที่เป็นที่รัก และสิ่งที่ไม่รัก เมื่อไม่มีสิ่งที่รัก และไม่รักแล้ว ก็ไม่มีความ
ตระหนี่ ไม่มีริษยา
ทูลถาม สิ่งที่รัก และสิ่งที่ไม่รัก เกิดจากอะไร
ทรงตอบ เกิดจากความพอใจ (ฉันทะ) เมื่อไม่มีความพอใจก็ไม่มีสิ่งที่รัก และสิ่งที่ไม่รัก
ทูลถาม ความพอใจ เกิดจากอะไร
ทรงตอบ ความพอใจเกิดจากความนึกคิดตรึกตรองวิตกกังวลเมื่อไม่มีความตรึกตรองวิตก
ก็ไม่มีความพอใจ
ทูลถาม ความตรึกตรองวิตกกังวลเกิดจากอะไร
ทรงตอบ เกิดจากตัณหา ความทะยานอยาก มีมานะ ความถือว่ามีตัวมีตน ทิฏฐิ ความเห็น
ความเข้าใจของตนเป็นใหญ่
ทูลถาม ภิกษุควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อความดับสิ้นของกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ
ทรงตอบ ดับด้วยความไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ทำจิตวางเฉยต่อทุกสิ่งทุกอย่างใดๆ ในโลก ให้รู้ตัวว่าทุกอย่างมีเกิดมีเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ให้เจริญธรรมด้วยระลึกถึงคุณความดี 10 อย่าง คือ อนุสติ 10 ระลึกถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ คุณความดีของศีล ทาน เทวดา นึกถึงร่างกายเป็นทุกข์เป็นโทษ นึกถึงความตาย นึกถึงลมหายใจเข้าออก ไม่มีลมร่างกายตาย นึกถึงคุณของพระนิพพาน ดับความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทั้งศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ
ทูลถาม ภิกษุปฏิบัติอย่างไรจึงชื่อว่าสำรวมปาฏิโมกข์ (มีศีลเป็นใหญ่)
ทรงตอบ ภิกษุพึงสำรวมกาย วาจา ใจ ทางกุศลธรรมด้วยอนุสติ 10 นั้น
ทูลถาม ภิกษุปฏิบัติอย่างไรจึงชื่อว่า สำรวมกาย วาจา ใจ
ทรงตอบ รับรู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ อารมณ์หลงติดสุขในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ควรรับเข้าไว้ในจิต รีบเร่งขจัดทิ้งออกจากจิตใจให้หมดไป อารมณ์ที่ควรรับไว้พิจารณาเป็นวิปัสสนาญาณ คือ อสุภกรรมฐาน ทุกอย่างเป็นซากศพ ตายกันหมดทั้งสิ้น อาหาเรปฏิกูลสัญญา อาหารทุกอย่างมาจากของสกปรกซากพืช ซากสัตว์ จตุธาตววัตถาน 4 ร่างกายประกอบขึ้นด้วยธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาทุกๆ สิ่งสิ้นที่เห็นใดๆ ในโลก ในสวรรค์ เป็นของชั่วคราว เป็นอนัตตา สูญสลายในที่สุด
อุปสสมานุสติกรรมฐาน นึกถึงพระนิพพานแดนสุขเกษมสำราญ เป็นจุดมุ่งหมายของเทวดา คน สัตว์ ผี วิญญาณทุกชนิด
ท่านท้าวสักกะเทวราช กราบทูลว่า
ตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเด่น อยากรวย อยากเกิด เป็นสาเหตุ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร ฉุดฆ่ามนุษย์ สัตว์ เทวดา ให้มาเกิดใน 3 ภพ คือ ภพนรก ภพโลก ภพสวรรค์ สูงบ้าง ต่ำบ้าง ทำให้จิตวิญญาณเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด มีที่จบสูงสุดที่เป็นสุขอย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน แล้วท่านท้าวสักกะเทวราชเอามือลูบแผ่นดิน เปล่งอุทานว่า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธ ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธ ธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธ ธัสสะ
แปลว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น