ธรรมจากพุทธสาวก
ท่านพระคุณเจ้าหลวงปู่มั่น ภูริฑัตตเถระ

 
 

 

    

             

ท่านพระคุณเจ้าหลวงปู่มั่น ภูริฑัตตเถระ

1. เรื่องมูลกรรมฐาน
กุลบุตรที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้เรียนกรรมฐานจากพระอุปัชฌายะ 5 กรรมฐาน คือ เกศา ผม โลมา ขน นขา เล็บ ทันตา ฟัน ตโจ หนัง ในกรรมฐานทั้ง 5 นี้ มีหนังหุ้มห่อมากที่สุด ถ้าไม่หนัง ผม ขน เล็บ ฟัน ก็หลุดหล่นหายไป เนื้อ กระดูก เป็นก็ต้องแตกทำลายไป คนเราจะหลงรักกันก็มาหลงหนัง เห็นหนังสวย ๆงาม ๆ เกิดความรักใคร่ปรารถนา แล้วติดสีของหนังขาว ๆดำ ๆ เหลือง ๆ ไม่มีหนังแล้ว มีแต่ความน่าเกลียดน่ากลัวกันทั้งนั้น ท่านสอนให้เห็นความเป็นจริงจะได้ไม่หลงในรูปในหนังต่อไป

2. เรื่องศีล
ศีล คือ ความปกติ ศีลอยู่ที่ความตั้งใจในจิตเราที่จะงดเว้นไม่ทำความชั่ว 5 อย่าง 8 อย่าง 227 อย่าง ทั้งหมดนั้น ทำแล้วเป็นโทษเป็นทุกข์
ศีลนั้นเราไม่ต้องไปขอจากใครมีอยู่แล้วในใจคนทุกคนตลอดเวลาสมัยพุทธกาลพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ให้ศีลก่อน แล้วจึงเทศนา พระองค์ท่านเทศนา โดยไม่ต้องให้ศีล ท่านเหล่านั้นก็สำเร็จมรรคผล ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีอยู่ในจิตใจของท่าน

3. เรื่องปาติโมกขสังวรศีล

ปาติโมกขสังวรศีล 5 พระวินัยนั้น ผู้ปฏิบัติตามพระวินัยแล้ว โมกขํ คือ ข้ามพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ เป็นวิสุทธิมรรคมีดังนี้
1) อินทรียสังวรศีล จิตสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย
2) ปัจจัยสัยสันนิสสติศีล พอใจตามปัจจัยที่มีของจำเป็นของพระ
3) อชีวปาริสุทธิศีล ไม่ประกอบอาชีพ พอใจตามปัจจัยที่มีของจำเป็นของพระ
4) สมาธินิเทศ มีญาณสมาบัติเป็นที่อยู่อาศัยของจิต
5) ปัญญานิเทศ มีความรู้เข้าใจตามความเป็นจริงทุกสิ่งในโลกแตกสลายไปในที่สุด จิตมุ่งพระนิพพานเป็นที่มุ่งหมายของการปฏิบัติเพื่อความสุขที่แท้จริง
กายกับจิต ประพฤติ ปฏิบัติศีล จึงจะเป็นมรรคเป็นผลได้เมื่อเจริญสมถะภาวนาวิปัสสนาก็ไม่ต้องหนีส่งจิตออกนอกกายให้พิจารณาอยู่ในกายของตน พระพุทธเจ้า พระสาวกขีณาสพเจ้า ท่านก็มีกายกับจิตทั้งนั้น เมื่อเราจะเจริญซึ่งสมถะวิปัสสนาจิต ให้พิจารณากายในของตน เช่นดูรูป รส กลิ่น สัมผัส อารมณ์กระทบต่าง ๆ ก็อยู่ในร่างกาย เกิดที่ไหนก็ให้ละทิ้งเอาออกจากจิตตรงนั้น

4. เรื่องธรรมคติวิมุติ
สมเด็จพระชินศรีศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านแสวงหาวิมุตติธรรม พิจารณาทางเอาชนะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ครั้งเมื่อยังเป็นฆราวาส พิจารณาจนทอดพระเนตรเห็นนางสนมนอนหลับอยู่นั้นเป็นซากศพในป่าช้า เมื่อทรงหนีออกไปบรรพชาเพื่อแสวงหาธรรมที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ทรมานร่างกายทุกอย่าง แต่ไม่สำเร็จ พระองค์ท่านจึงหาทางสายกลาง คือ แบบสบาย ไม่หย่อนไม่เคร่งจนเกินไป ทรงตั้งสัจจาอธิษฐานมั่นในพระหฤทัยว่า
"ถ้าเราไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตามความต้องการแล้ว เราจะไม่ลุกจากบัลลังก์นี้ แม้เลือดและเนื้อจะแตกทำลายไป ยังเหลืออยู่แต่อัฐิก็ตามที"
ต่อจากนั้นทรงกำหนดพระอานาปานสติขั้นต้น ในตอนนี้แหละพระองค์ได้ทรงชำระนิวรณ์ธรรมเต็มที่ เวทนาความรู้สึกไม่สบายกาย ความฟุ้งซ่านทางใจได้มาประสบแก่พระองค์อย่างสาหัส ถ้าจะพูดว่า มาร ก็ได้แก่ ขันธมาร มัจจุราชมาร กิเลสมาร เข้ารังควานพระองค์ แต่ว่าสัจจาอธิษฐานมั่นคง สติ ปัญญาท่านพร้อมจึงเอาชนะนิวรณ์ได้ ปิติปัสสัทธิ สมาธิได้เกิดพระองค์ทรงชนะพระยามาชิราชตอนปฐมยาม เมื่ออกสมาธิตอนนี้ได้เกิดบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เมื่อพิจารณาไปก็เห็นการเกิดการตายไม่มีที่สิ้นสุด จึงทรงทวนกระแสจิตเข้ามาใคร่ครวญถึงเรื่องผู้พาให้เป็นไปเกิดมากมายอย่างนั้น พิจารณากลับไปกลับมาในปฏิจจสมุปบาทปัจจยาการจนจิตของพระองค์เกิดความเบื่อหน่ายสลดสังเวช ก็ลงสู่ภวังค์ถึงฐีติธรรม ภูติธรรม จิตตอนนี้ถอยออกมาแล้ว จึงตัดสินใจตัดขาดจากร่างกายเลิกเกิดตายเสียทีเป็นอาสวักขยญาณ ทรงทราบว่าจิตพระองค์ท่านสิ้นอาสวะกิเลส พ้นจากความเป็นทาสของขันธ์ 5 ซึ่งมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมครอบครองอยู่ จิตพระพุทธองค์พ้นจากบ่วงมารการเวียนว่ายตายเกิดเป็นเอกันตบรมสุขเป็นสันติวิหารธรรม วิวกธรรม นิโรธธรรม วิมุตติธรรม นิพพานธรรมแล

5. เรื่องวาสนา
อัธยาศัยของคนสัตว์เป็นมาแล้วต่าง ๆกัน ดี เลวและกลาง ๆ วาสนาก็เป็นไปตามอัธยาศัยตามความพอใจ บางทีคนวาสนายิ่งในทางดีมาแล้ว แต่คบคนพาลคนชั่ว วาสนาก็อาจเป็นเหมือนคนชั่วได้ บางคนวาสนาบุญบารมียังอ่อน แต่มาคบกับคนดีมีคุณธรรม วาสนาก็เลื่อนขึ้นเป็นคนดีมีบุญได้ บางคนคบมิตรกลาง ๆ ไม่ดีไม่ร้าย วาสนาก็พอประมาณ ฉะนั้นบุคคลจึงพยายามคบ คนดีมีคุณธรรมเพื่อเลื่อนภูมิวาสนาของตนให้สูงขึ้น

6. เรื่องการทำจิตให้ผ่องใส (สจิตตปริโยทปนํ เอตํ พุทธาน สาสนํ)
การทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย องค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนกาย วาจา ใจ มิได้สอนอย่างอื่น ฝึกหัดจิตใจ ด้วยการระลึกรู้ว่ากายนี้เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ก่อนตายเป็นทุกข์ ฝึกหัดจิตให้อยู่นิ่งกับการพิจารณา จิตก็เป็นสมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิอันแน่วแน่ได้แก่ จิตรวมสู่ภวังค์เป็น เอกัคคตา มีอารมณ์เดียว จิตสงบนิ่งไม่วุ่นวายชื่อว่าทำจิตให้ผ่องใส ไม่ลุ่มหลงในร่างกาย
การปฏิบัติน้อมจิตเข้าพิจารณากาย วาจา จิตนี้ทำได้ตลอดเวลาทั้งกลางวัน กลางคืน รู้ได้เฉพาะตัวเป็นปัจจัตตัง เป็นอกาลิโก ไม่มีคำว่าสาย จะอยู่คนเดียวหรือหลายคนก็พิจารณาธรรมได้ทุกเมื่อ การกำหนดจิตพิจารณาธรรมะ คือ ขันธ์ 5 นี้อย่างเอาใจใส่ เห็นร่างกายเป็นซากศพ เรียกอสุภนิมิตที่ปรากฏแก่จิตเป็นอุคคหนิมิต จิตมีอารมณ์นิ่งแน่วแน่ไม่หวั่นไหวไปมาเรียกว่า อัปปนาสมาธิ
ภวังค์ คือ ภพหรือฐานเดิมของจิต ภวังค์มี 3 ชนิด
1. ภวังบาท ขั้นแรกที่จิตวางอารมณ์ขึ้นอยู่ฐานเดิม
2. ภวังคจลนะ อารมณ์จิตไหวตัวขึ้นสู่อีกอารมณ์หนึ่งดีขึ้น
3. ภวังคุปัจเฉทะ อารมณ์จิตเคลื่อนสู่เบื้องสูงมีความสุขสงบ ครบองค์ของฌาน คือ ฌาน 4 พักเสวยความสงบในสมาธิอยู่นานเรียกว่า ทรงฌาน
เมื่อทำการพินิจพิจารณาธรรมด้วยปัญญาจนเพียงพอแล้ว จิตรวมลงสู่ภวังค์ คือฐานเดิมในการทรงฌานของจิตแล้ว ตัดกระแสภวังค์ขาดหายไปไม่พักเสวยอยู่ เกิดฌานความรู้ตัดสินขึ้นว่า ภพเบื้องหน้าเราไม่มีอีก ดังนี้เรียกว่า ฐิติฌาน

7. อุณหัสสวิชัยสูตร
ผู้ใดเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอน พระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นชอบได้ชัยชนะ ความทุกข์ร้อยภัยอันตรายทุกอย่างใด ๆ ในโลก อุณหัส หมายถึง ภัยอันตรายความร้อน
วิชัย หมายถึง มีชัยชนะ ผู้ใดน้อมเอาพระรัตนตรัยทั้ง 3 เป็นที่พึ่งทางใจย่อมชนะความร้อนภัยอันตรายทั้งปวง ตายแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่ไปสู่อบายภูมิทั้ง 4 มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ละร่างกายจากความเป็นมนุษย์ก็จักไปเป็นหมู่เทพยดาทั้งหลาย์



 

 

 

 

 

กลับสู่หน้าแรก